เที่ยวจอร์เจีย Georgia ด้วยตัวเอง Ep.1 / 3 : อะเมซิ่ง Tbilisi – Kazbegi

เที่ยวจอร์เจีย Georgia ด้วยตัวเอง Ep.1 / 3 : อะเมซิ่ง Tbilisi Kazbegi

เตรียมข้อมูลก่อนเดินทางสู่เมืองหลวง Tbilisi

เป็นประจำ(เกือบ)ทุกปี ที่เราจะต้องหาทริปเที่ยวต่างประเทศ เพื่อไปเปิดมุมมอง ไปเรียนรู้ประสบการณ์ใหม่ ๆ กับผู้คนต่างถิ่นต่างภาษา เมื่อปี 2018 ลองไปประเทศที่ไกลมากขึ้นเช่น ตุรกี โดยซื้อทัวร์ไปก็ได้อะไรใหม่ ๆ กลับมามากมาย ทั้งสถานที่ท่องเที่ยว ได้เพื่อนใหม่ ได้รู้ว่าดินแดนที่ไกลกว่าที่ที่เราอยู่ยังมีอะไรให้ค้นหาอีกตั้งเยอะ มาปีนี้ ก็พยายามเลือกหาประเทศที่อยากไป เราสองคนเลยตกลงกันว่า จะไปตามหาเทือกเขาคอเคซัส ที่ประเทศจอร์เจีย ในรูปแบบของการเที่ยวด้วยตัวเอง (ขอบอกว่าการเที่ยวด้วยตัวเองมันสนุกครบรสมากจริง ๆ)

“จอร์เจีย” ที่เราไป ไม่ใช่ชื่อรัฐในอเมริกา แต่เป็นชื่อของ ประเทศจอร์เจีย ตั้งอยู่ในทวีปเอเซีย ถ้าจะหาข้อมูลของประเทศจอร์เจีย ในรูปแบบภาษาอังกฤษต้องพิมพ์คำว่า Georgia Country หรืออาจจะเขียนชื่อเมืองของประเทศจอร์เจียลงไปเลยก็ได้ อาทิ Tbilisi, Kazbegi, Mestia, Gori จะว่าไปแล้วประเทศจอร์เจีย ถึงแม้ว่าจะมีการระบุว่าเป็นประเทศที่อยู่ในทวีปเอเซีย เพราะวัดกันตามหลักของภูมิศาสตร์ ว่าแผ่นทวีปยุโรปจะสิ้นสุดที่ตามรอยเทือกเขาคอเคซัส หากแต่ถ้าใครได้ลองมาที่ประเทศจอร์เจีย จะพบว่าวัฒนธรรม สภาพตึกรามบ้านช่อง อาคารต่าง ๆ รวมถึงความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ล้วนอิงมาจากทวีปยุโรปทั้งนั้น

** ภาพถ่ายจาก Mestia

ประเทศจอร์เจีย สามารถเที่ยวได้ทั้ง 4 ฤดูกาล คือ ฤดูใบไม้ผลิ (มี.ค. – พ.ค.), ฤดูร้อน (มิ.ย. – ส.ค.), ฤดูใบไม้ร่วง (ก.ย. – พ.ย.) และฤดูหนาว (ธ.ค. – ก.พ.) ซึ่งแต่ละฤดูก็จะมีความสวยงามที่แตกต่างกันออกไป ค่าครองชีพก็เท่า ๆ กับประเทศไทย ไม่ต้องทำวีซ่า และพาสปอร์ตอยู่ได้นานถึง 365 วัน ผู้คนเป็นมิตร (มิตรจริง ๆ ไม่ใช่มิจฉาชีพ) ค่าตั๋วเครื่องบินก็อยู่ในราคาที่พอจะรับได้ ก็ไม่มีเหตุผลอะไรแล้วที่เราจะไม่ไปเที่ยวที่นี่ เมื่อเลือกประเทศได้แล้ว เราก็เริ่มทำโปรแกรมการเดินทาง เพราะว่าการเดินทางด้วยตัวเอง การทำโปรแกรมให้ครอบคลุมมากที่สุด คือการเซฟตัวเราเองมากที่สุด ในโปรแกรมก็ต้องมาดูว่า จะไปเที่ยวที่เมืองไหนบ้าง แต่ละเมืองที่ไปมีอะไรน่าไปเที่ยว การเดินทางต้องทำยังไง จะเช่ารถ เหมารถ นั่งรถไฟ หรือเรียกแท็กซี่ ของเหล่านี้ เราสามารถศึกษาได้จากเพื่อน ๆ ที่เคยไปเที่ยวมาก่อนหน้านี้ แล้วนำข้อมูลมาปรับใช้ครับ

** ภาพถ่ายจากหมู่บ้านมรดกโลก Ushguli, Mestia

เมื่อได้ข้อมูลการเดินทางคร่าว ๆ ที่ตามมาคือการจองตั๋วเครื่องบิน เรามีราคากลางไว้ในใจอยู่แล้วว่าถ้าตั๋วราคา 17,000 – 20,000 บาท อยู่ในเกณฑ์ที่รับได้ คิดไว้ในใจเลยว่าจะเดินทางทั้งหมดกี่วัน เพื่อให้ครอบคลุมกับทริปที่วางแผนเอาไว้ สำหรับเราทริปนี้ใช้เวลาทั้งหมด 13 วัน คือวันที่ 27 ตุลาคม – 8 พฤศจิกายน 2562 (นับจากวันที่ออกจากประเทศไทย จนถึงวันที่กลับถึงประเทศไทย) ใช้วิธีการค้นหาตั๋วเครื่องบินจากเวบ cheaptickets เพื่อไปเปรียบเทียบราคาว่าแต่ละสายการบิน ราคาแตกต่างกันเท่าไหร่ สุดท้ายเราเลือกบินกับสายการบิน Gulf Air (แต่ต้องไปเปลี่ยนเครื่องที่ประเทศบาห์เรน และแวะเติมน้ำมันที่ Baku อาร์เซอไบจาน) เพราะได้ราคากำลังดี และช่วงเดินทางตรงกับความต้องการพอดี โดยได้ราคาตั๋วไปกลับ คนละ 16,793 บาท (หรือ 17,333 บาท รวมค่าตัดบัตรเครดิต) ซึ่งเป็นการซื้อตั๋วล่วงหน้าก่อนการเดินทางประมาณ 2 – 3 เดือน

สำหรับการหาที่พัก ทุก ๆ ที่พักเราจองผ่าน booking.com และไปจ่ายเงินที่โรงแรม เมื่อวันเดินทางใกล้มาถึง เราก็ได้รับการเซอร์ไพร์สจากสายการบิน ว่าจะมีการเลื่อนไฟล์ทบิน ต้องรอต่อเครื่องนานขึ้นแบบข้ามวัน โชคดีที่โปรแกรมที่วางเอาไว้ ว่าวันแรกที่ไปถึงเมืองหลวงของจอร์เจียคือ Tbilisi (ทบีลิซี่) เราจะเที่ยวที่นี่และค้างคืนที่นี่ 1 วันก่อน จึงไม่ได้รับผลกระทบอะไรมากนัก โดยไฟล์ทใหม่ที่แจ้งมาคือ ออกจากประเทศไทยตอนเช้า > ไปถึงบาห์เรนตอนบ่าย > ค้างบาห์เรน 1 คืน > วันรุ่งขึ้นค่อยบินต่อไป “จอร์เจีย”

** Room Hotel at Kazbegi

แน่นอนการค้าง 1 คืน ก็ต้องมีการเปิดโรงแรมนอน แต่โชคดีอีกเรื่องก็คือ สำหรับสายการบิน Gulf Air ถ้าเราซื้อตั๋วบินเกิน 400 ดอลล์ และต้องรอเปลี่ยนเครื่องนานเกิน 7 ชั่วโมง ทางสายการบินจะจัดโรงแรมให้นอนฟรีพร้อมอาหารเช้าให้กับผู้โดยสาร รายละเอียดตรงนี้ติดตามได้ที่ https://wp.me/sao7kE-gulfair เราเขียนรีวิวอธิบายขั้นตอนไว้หมดแล้ว และก่อนการเดินทางอย่าลืมซื้อประกันการเดินทางด้วยนะครับ สำคัญมาก ๆ ส่วนจะเลือกใช้เจ้าไหนนั่นลองไปศึกษาดูเอาเอง เพราะแต่ละที่ก็จะมีโปรโมชั่นที่แตกต่างกันไป ส่วนเราใช้บริการของค่าย C ครอบคลุม 13 วัน ตกคนละ 672 บาท (ของสมนาคุณต้องรอเกือบเดือนเต็ม ๆ ถึงจะได้มา)

 

สำหรับประเทศจอร์เจีย ดินแดนคริสต์ออโธดอกซ์ มีชายแดนติดกับหลายประเทศ ทางเหนือติดกับรัสเซีย / ทางใต้ติดกับตุรกี – อาร์เมเนีย – อาเซอร์ไบจาน / ทะเลดำอยู่ทางซ้ายของประเทศ และทะเลแคสเปี้ยนอยู่ทางขวา เวลาที่จอร์เจียจะช้ากว่าไทย 3 ชั่วโมง อย่าลืมปรับนาฬิกาให้เป็นเวลาท้องถิ่นด้วยนะครับ เพื่อความสะดวกในการท่องเที่ยว สถานที่ท่องเที่ยวที่จอร์เจียมีทุกแนว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ พิพิธภัณฑ์ ธรรมชาติ ภูเขา ทะเลสาบ น้ำตก การกินดื่ม ฯลฯ รับรองมาแล้วไม่ผิดหวัง และในอดีตประเทศจอร์เจีย เคยเป็นส่วนหนึ่งของสหภาพโซเวียต ก่อนที่จะแยกตัวออกมาเมื่อปี ค.ศ. 1991 (พ.ศ. 2534) จึงไม่ต้องแปลกใจ ว่าทำไมประชากรของที่นี่ จึงสามารถพูดภาษารัสเซียกันได้อย่างคล่องแคล่ว แทบจะเป็นอีกหนึ่งภาษาท้องถิ่นของที่นี่กันเลยก็ว่าได้ แถมนักท่องเที่ยวหลักของที่นี่ก็คือชาวรัสเซียนั่นเอง

ที่ Tbilisi เมืองหลวงของจอร์เจีย ส่วนใหญ่ผู้คนที่นี่จะโดยสารรถไฟใต้ดินหรือรถเมล์ เราเลยมีข้อมูลคร่าว ๆ ว่าสถานีไหนมีอะไรบ้าง …

Avlabari Station: จากตรง old Tbilisi เดินมาที่สถานีนี้จะใกล้ที่สุด และถ้าใครจะไปชมวิหาร Tbilisi St. Trinity Cathedral ถ้าเริ่มต้นจากสถานีนี้ สามารถเดินไปถึงได้

Didube Station: เป็นสถานีที่จะเชื่อมต่อไปยังสถานีที่นั่งรถโดยสารไปทางเหนือและตะวันออกของประเทศ ให้นึกภาพคล้าย ๆ หมอชิตบ้านเรา ชุมทางรถออกนอกเมือง ความวุ่นวายขั้นสิบ แต่ไม่หลงแน่นอนอาจจะเบลอๆเท่านั้น

Station Square: เป็นสถานีที่เชื่อมกับรถไฟกลาง ถ้าใครจะไปที่ Zugdidi หรือ Batumi ให้มาลงที่สถานีนี้ ออกจากตัวสถานี จะเจออาคารใหญ่ ๆ อยู่ข้างกัน ที่ตรงนี้จะเป็นทั้งห้างขนาดย่อม และสถานีรถไฟกลาง

Liberty Square: เป็นสถานีที่อยู่ตรง Liberty Square บริเวณนี้จะมีห้างขนาดใหญ่ สามารถมาช้อปปิ้งได้ รวมถึงมีโรงแรมที่พักมากมาย จัดไป

Rustaveli: มีร้านอาหารเก๋ ๆ หลายร้าน อาทิ Lolita, Keto & Kote หรือ Stamba Cafe และบริเวณ Rustaveli Avenue มีร้านค้าแบรนด์ต่างๆ ที่เราคุ้นชื่อกันเป็นอย่างดี อาทิ แบรนด์ Zara ที่ราคาจะถูกกว่าไทย

 

และนี่ก็คือโปรแกรมของเราทั้งหมดในทริปนี้ครับ

27/10/19            BKK – Bahrain (แวะเปลี่ยนเครื่องและพักที่ Bahrain 1 คืน)

28/10/19            Bahrain – Tbilisi Georgia (sightseeing in Tbilisi) พักที่นี่ 1 คืน

29/10/19            Tbilisi – Kazbegi (ระหว่างทางแวะเที่ยวที่ Ananuri Fortress + Georgia-Russia Friendship Monument) เมื่อถึงที่พักเหมารถไปเที่ยว Juta + Truso valley พักที่ Kazbegi คืนแรก

30/10/19              One day trip in Kazbegi (เหมารถไปเที่ยว Gergeti Trinity Church + Dariali Monastery Complex) พักคืนที่สองที่ Kazbegi

31/10/19               Kazbegi – Tbilisi (นั่งรถโดยสารกลับเมืองหลวง) รถจะไปจอดที่สถานี Didube เมื่อถึงสถานีนี้ เรานั่งรถไฟใต้ดินไปลงที่สถานี STATION SQUARE เพื่อนำกระเป๋าเดินทางไปฝากไว้ เพราะเวลาประมาณ 21.45 น. เราจะต้องมาขึ้นรถไฟที่นี่ เพื่อที่จะไป Zugdidi (สำหรับคนที่จะไปเที่ยวที่ Mestia)

1/11/19                นั่งรถไฟนอนมาลงที่สถานี Zugdidi ต่อรถตู้โดยสารไปเมือง Mestia นอนที่ Mestia คืนแรก

2/11/19                 เหมารถไปเที่ยวหมู่บ้าน Ushguli นอนที่ Mestia คืนที่สอง

3/11/19                 เดินเที่ยวเล่น slow life ที่ Mestia นอนที่ Mestia คืนที่สาม

4/11/19                 เหมารถไป Gori (เที่ยว Gori Castle / Stalin Museum / นอนที่ Gori 1 คืน

5/11/19                 เหมารถกลับเมืองหลวง Tbilisi ระหว่างทางแวะเที่ยว uplistsikhe และเมืองหลวงเก่าอย่าง Mtshkheta ก่อนที่จะเดินเที่ยวเล่นในเมืองหลวง อาทิ The Bridge Of Peace / Rike Park / Narikala Fortress / Sulfur baths / Old Tbilisi / The Sioni Cathedral of the Domition / Samikitno ( I love Tbilisi) / Dzveli Tbilisi Sulphur Waterfall / โบสถ์ Tbilisi St. Trinity Cathedral / Liberty square / Old city wall / นอนเมืองหลวง Tbilisi 1 คืน

6/11/19              One day trip in Tbilisi นอนเมืองหลวงอีก 1 คืน  

7/11/19              ไปสนามบิน เตรียมกลับไทย

8/11/19              ถึงไทยโดยสวัสดิภาพ

 

28/10/19 > หลังจากที่เราบินมาจากบาห์เรน เครื่องบินก็พาเราแลนดิ้งที่สนามบินในเมืองหลวง Tbilisi ตม.ที่นี่ค่อนข้างจะผ่านง่าย ไม่มีอะไรให้ต้องกังวล ไม่ถามอะไรมากมาย บางทีก็ไม่ถามอะไรเลย เมื่อรับกระเป๋าแล้ว เดินออกมาด้านนอกเป็น ARRIVAL HALL บริเวณนี้จะมีทั้งร้านแลกเงิน, ร้านขาย SIM แนะนำใช้เครือข่าย Magti or BEELINE สามารถซื้อ SIM ได้ทั้งแบบเล่นเนตอย่างเดียว หรือรวมโทรด้วยก็ได้ ราคามีตั้งแต่ 9 ลารีขึ้นไป (จากนี้ตลอดการรีวิวให้เอาเรท 10 บาท = 1 ลารี จะได้รู้ตัวเลขเงินบาทไทย) และสามารถนำเงินดอลลาร์ หรือเงินยูโรมาแลกเงินลารีภายในสนามบินได้เลยครับ แต่แนะนำว่าให้แลกเพียงน้อยนิดก็พอ แล้วที่เหลือค่อยไปแลกในเมือง ย้ำ ก่อนแลกเงินให้ถาม จนท.อีกครั้งว่ามีค่าคอมในการแลกหรือไม่ ถ้ามีก็ไปหาตู้อื่นแลก เพื่อที่เราจะได้ไม่ต้องมาเสียค่าคอมโดยใช่เหตุ เตือนแล้วนะ!!

พอออกจาก ARRIVAL HALL ของสนามบิน ให้เดินไปทางขวามือ ก็จะเจอรถเมล์เข้าเมืองสาย 37 (สีน้ำเงิน) ค่ารถคนละ 0.5 ลารี โดยรถจะใช้เวลาประมาณ 30 นาที – 1 ชั่วโมง เข้าไปในตัวเมือง TBILISI (ส่วนจะลงป้ายไหนนั่น ตอนจองห้องพัก ลองเมล์ไปสอบถามกับที่พักก่อนก็ได้ว่า ถ้าจะนั่งรถเมล์จากสนามบิน ควรลงป้ายไหนที่ใกล้ที่พักมากที่สุด) ส่วนผมเลือกป้ายที่บริเวณ Freedom Square แล้วก็ลากกระเป๋าเดินหาห้องพักที่จองไว้ ขอบอกว่าตรงนี้เหนื่อยสุด ๆ เพราะที่พักค่อนข้างหายากมาก ๆ แม้จะเปิด google map แล้วก็ตาม ดังนั้นจึงอยากจะแนะนำว่า การเลือกที่พักวันแรกก็สำคัญ หาพิกัดหรือตำแหน่งที่ตั้งที่สะดวกที่สุดจะดีกว่า ปล. ถ้าอยากเหมา Taxi เข้าเมือง ราคาควรไม่เกิน 25 ลารี / คัน 

วันแรกมาถึงกว่าจะเข้าที่พักได้ก็มืดแล้ว เราจึงไม่ได้ออกไปเที่ยวไหน แต่บริเวณที่พักของเราอยู่ที่ย่าน Old Tbilisi ใจกลางแหล่งร้านอาหาร ผับ บาร์ Super Market รถเช่า ร้านแลกเงิน บริษัททัวร์ต่างๆ จะออกมาเดินเล่นเพื่อทำความคุ้นเคยก็ได้

29/10/19 > ตื่นแต่เช้า เพราะวันนี้เราต้องเดินทางไกลออกนอกเมืองกัน ตามแผนที่วางไว้ วันนี้เราจะไปเที่ยวและพักค้างคืนที่ Kazbegi เราตั้งต้นการเดินทางโดยการเดินไปที่รถไฟใต้ดินสถานี Avlabari Station เพื่อนั่งรถไฟไปลงที่สถานี Didube (สามารถซื้อบัตรโดยสารได้ทุกสถานี โดย 1 บัตรแข็ง สามารถใช้ร่วมกันได้ ถ้าเงินหมด ก็เติมเข้าบัตรได้เรื่อยๆ) ทันทีที่ออกจากสถานี Didube ก็จะเจอท่ารถบัสรถโดยสาร เปรียบเหมือนขนส่งหมอชิต เต็มไปด้วยรถราและผู้คน ความวุ่นวายอยู่ตรงหน้า แต่อย่าตกใจต้องตั้งสติให้ดี แล้วเดี๋ยวทุกอย่างจะดีเอง ที่นี่จะมีทั้งรถโดยสาร และรถเหมาหารเฉลี่ยจำนวนมาก โดยปกติแล้วค่ารถโดยสารไป Kazbegi จะตกคนละประมาณ 10 ลารี (หรือประมาณ 100 บาท) ซึ่งจะต้องมีผู้โดยสารเกือบ 20 คนรถถึงจะออก และจะไม่จอดแวะเที่ยวที่ไหน ในขณะที่เรายืนงงในดงของความวุ่นวาย จู่ ๆ ก็มีชายคนนึง เข้ามาสอบถามด้วยภาษาอังกฤษที่ดูกระท่อนกระแท่นว่าสนใจจะนั่งรถหารเฉลี่ยของเขาหรือไม่ ทั้งคันรถจะมีประมาณ 6 คนเท่านั้น คิดราคาคนละ 20 ลารี และจะได้แวะเที่ยว 2 จุด (ก็คือ Ananuri Fortress และ Georgia-Russia Friendship Monument) จึงตอบตกลงทันที จากนั้นพวกเราก็ขึ้นไปนั่งรอบนรถ และก็โชคดีมาก ๆ ที่รถคันนี้หาลูกค้าได้เก่ง จึงครบจำนวนคนในเวลาอันรวดเร็ว การเดินทางจึงเริ่มต้นขึ้น (ถ้าจะเหมาไปก็ตกคันละประมาณ 100-120 ลารี)

 

ขณะที่รถขับไปเรื่อย ๆ เราไม่สามารถละสายตาออกไปจากวิวสองข้างทางได้เลย บรรยากาศบนถนนเส้นทางหลวงจอร์เจียนมิลิทารีไฮเวย์ (Georgian Military Highway) และเส้นทาง Jvari Pass ช่างน่าจดจำยิ่งนัก เราเลือกเดินทางช่วงฤดูใบไม้ร่วง จะพบเห็นใบไม้เปลี่ยนสีสลับกับทิวเขาสีเหลืองทองเด่นอลังการตลอดเส้นทาง

นั่งรถไปได้ประมาณ 1 ชั่วโมง พวกเราก็มาถึงจุดแวะแรก ปราสาทป้อมปราการ Ananuri Fortress อยู่เหนือแม่น้ำอรักวี (Aragvi) ที่นี่เป็นป้อมปราการเก่าแก่ มีกำแพงล้อมรอบ สร้างขึ้นในสมัยศตวรรษที่ 16-17 ภายในกำแพงจะมีโบสถ์ 2 หลัง ซึ่งเป็นโบสถ์ของชาวเวอร์จิ้น ภายในยังมีหอคอยทรงสี่เหลี่ยมตั้งเด่นตระหง่าน สามารถมองเห็นวิวมุมสูง และวิวอ่างเก็บน้ำชินวารี (Zhinvali Reservoir) ตรงจุดนี้ได้แวะ 15 นาที ก็เลยใช้เวลาให้คุ้มค่ามากที่สุด เก็บทุกความทรงจำเป็นภาพถ่าย พร้อมกับสัมผัสอากาศหนาวเย็นที่ลอยมากับสายลมกระทบผิวให้พอได้กอดตัวเองบ้าง

จากนั้นจึงเดินทางกันต่อ รถไต่ระดับความสูงของเทือกเขาคอเคซัสไปเรื่อย ๆ ระหว่างทางมันเหมือนสวรรค์จริง ๆ ได้เห็นวิวหิมะปกคลุมยอดภูเขากันแบบเพลินตา

ก่อนที่รถจะจอดแวะจุดที่ 2 คือ อนุสาวรีย์มิตรภาพจอร์เจีย-รัสเซีย (Russia-Georgia Friendship Monument) สร้างเสร็จในปี 1983 สร้างเพื่อบ่งบอกถึงความสัมพันธ์อันดีระหว่างจอร์เจียกับรัสเซีย ตรงนี้จะเป็นพื้นที่บริเวณกว้าง และเป็นอนุสรณ์สถานขนาดใหญ่ที่สวยงามมาก โครงสร้างทั้งหมดทำจากหินและคอนกรีต มีการวาดภาพประวัติศาสตร์ของจอร์เจียและรัสเซียเอาไว้อย่างงดงาม มีร้านค้าขายของ วิวพาราโนรามา 360 องศา สิ่งที่ทำได้ดีที่สุดคือการสูดอากาศที่บริสุทธิ์ให้เต็มปอด และเก็บความทรงจำดี ๆ เอาไว้ด้วยการบันทึกลงในเมมโมรี่การ์ดของกล้องและบันทึกเข้าไปในสมองให้มากที่สุด

จากนั้นก็เดินทางต่อไปยังจุดหมายปลายทางที่ Kazbegi หรือชื่อในปัจจุบัน Stepantsminda เป็นเมืองเล็ก ๆ ในจังหวัด Mtskheta-Mtianeti อยู่ทางตอนเหนือของประเทศ และใกล้กับพรมแดนรัสเซีย ห่างจากเมืองหลวงอย่าง Tbilisi ประมาณ 145 กิโลเมตร ตัวเมืองอยู่บริเวณเชิงเขา Kazbek (Mqinvartsveri) ที่มีความสูง 1750 เมตรจากระดับน้ำทะเล รถโดยสารจะมาจอดที่บริเวณ Bus Stop หนึ่งเดียวของที่นี่

ก่อนที่พวกเราจะเดินลากกระเป๋าหาที่พักที่จองเอาไว้ ซึ่งลักษณะภูมิประเทศของที่นี่คือเป็นภูเขาทางเดินขึ้นเนิน แน่นอนที่พักแต่ละแห่ง ก็จะต้องเดินทางชันขึ้นไปเรื่อย ๆ กระเป๋าเป้สะพายหลังจึงน่าจะเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดของการเดินทาง ผมเลือกพักที่ Alpenhaus ในราคา 1,200 บาทต่อคืนพร้อมอาหารเช้า ขอบอกว่าวิวที่นี่ขั้นสุดสุดยอดมากจริงๆ สวยมาก สวยจับจิตจับใจ ด้านหลังเป็นวิวภูเขาหนาตั้งตะหง่าน ส่วนด้านหน้าเป็นวิวทิวเขาที่สลับซับซ้อนกันไปมา

เก็บของเข้าที่พักเรียบร้อย จึงใช้บริการรถเหมานำเที่ยวของที่นี่ (สามารถต่อรองราคาได้ที่บริเวณ Bus Stop ในวันแรกที่เดินทางมาถึงเลยก็ได้ครับ รวมค่ารถที่รับเรามาส่งที่โรงแรม + พาไปเที่ยว 2 จุด + ขากลับมาส่งถึงหน้าโรงแรม = 190 ลารี) ราคาจริง ๆ อาจถูกกว่านี้ ขึ้นอยู่กับการต่อรอง

จุดแรกเราเหมาไปที่ Juta จุดทดสอบกำลังขา ที่นี่เป็นหมู่บ้านเล็ก ๆ ที่อยู่ในหุบเขา อากาศหนาวเย็นตลอดปี ผู้คนนิยมมา Trekking หรือ Hiking สามารถเดิน Trekking กันแบบยาว ๆ 2-3 วัน หรือถ้าใครจะทดสอบความแข็งแรงของตัวเองก่อนในเบื้องต้น ก็แนะนำให้เดินระยะสั้น ๆ แต่รับรองความสวยงามของวิวธรรมชาติระดับ 5 ดาว ส่วนพวกเราขอแค่เบา ๆ กันก่อน โดยเดินไปถึงแค่ที่พักชื่อดัง Fifth Season ซึ่งอยู่ห่างจากจุดจอดรถประมาณ 1.3 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางชันขึ้นไปเรื่อย ๆ ประมาณ 40 นาที ที่สำคัญต้องฟิตร่างกายให้พร้อม ไม่อย่างนั้นอาจจะเหนื่อยหอบได้ แต่ถ้าใครที่คิดว่าเดินไม่ไหวก็สามารถติดต่อหาม้ามาบริการได้ครับ

จากนั้นรถพาพวกเราไปต่อที่ Truso Valley จุด Hiking อีกจุดหนึ่งที่นักท่องเที่ยวนิยมเดินทางมา ที่นี่มีระยะในการเดินทั้งหมด 22 กิโลเมตร (ไป-กลับ) แต่พวกเราดูสถานการณ์กำลังขาของตัวเองแล้ว จึงขอแค่เดินเล่นในจุดแรกที่รถยังสามารถไปถึงได้ นั่นก็คือ Kvemo Okrokana บริเวณนี้เป็นหมู่บ้านเลี้ยงสัตว์ขนาดย่อม ที่โอบล้อมไปด้วยภูเขา ขนานไปกับสายน้ำลำธาร เราใช้เวลาที่นี่ร่วมชั่วโมงเพื่อดื่มด่ำกับธรรมชาติตรงหน้าให้มากที่สุด ได้นั่งพักขาหลังจากที่เดินทางไกลมาทั้งวัน มันเหมือนกับการที่เราได้มาชาร์จแบตชีวิตตัวเองหลังจากที่เหน็ดเหนื่อยกับการทำงานมาตลอดทั้งปี ก่อนที่รถจะนำพาพวกเรากลับที่พัก

30/10/19 > วันรุ่งขึ้นประมาณ 7 โมงเช้า นัดให้รถคันเดิมมารับถึงหน้ารีสอร์ท (ค่ารถมารับที่โรงแรม + พาไป 2 โบสถ์ = 110 ลารี) ให้พาไปชม Gergeti Trinity Church (โบสถ์เกอร์เกอตี้ ทรินิตี้) โบสถ์เก่าแก่และมีชื่อเสียงมากของจอร์เจีย ตั้งอยู่บนเทือกเขา Kazbegi ถ้ามาที่นี่แล้วไม่มาเยือนโบสถ์แห่งนี้ถือว่าพลาดอย่างแรง เมื่อขึ้นมาถึงข้างบน เราจะมองเห็นวิวเมือง Kazbegi ได้ทั้งหมด ตัวโบสถ์ตั้งเด่นเป็นสง่าบนฉากหลังที่เป็นเทือกเขาขนาดใหญ่อันงดงาม เวลาที่ดีที่สุดที่มาเยือนโบสถ์แห่งนี้คือช่วงเช้า แสงจะสวยงามแล้วมาพร้อมกับไอหมอกที่ลอยปลิวบาง ๆ ลัดตามแนวทิวเขา แต่ถ้าใครมาช่วงหน้าหนาวเส้นทางขึ้นมาที่นี่จะปกคลุมไปด้วยหิมะ อาจจะทำให้เดินทางยากสักหน่อย

เต็มอิ่มกับตรงนี้แล้ว พวกเราก็เดินทางต่อไปที่ Dariali Monastery Complex บริเวณพรมแดนรัสเซีย-จอร์เจีย ระหว่างทางก็แวะถ่ายรูปไปเรื่อย ๆ เพราะเราเหมารถมาแล้วนี่ จะจอดตรงไหนก็ได้ 555

สักพัก รถก็มาถึง Dariali Monastery Complex ตรงนี้จะติดกับบริเวณพรมแดนรัสเซีย-จอร์เจีย

พรมแดนรัสเซีย-จอร์เจีย

จากนั้น ก็เดินทางกลับเพื่อเดินเล่นในตัวเมือง Kazbegi หากจะมาที่นี่ นอนค้างสัก 2 คืนกำลังดี เพราะคุณจะได้ชื่นชมกับธรรมชาติอย่างเต็มที่ พร้อม ๆ กับวิวที่สวยงามรอบ ๆ ตัว

จากนั้นรถก็กลับมาส่งพวกเราที่โรงแรม Alpenhaus ก็เดินเล่นถ่ายรูปเล่นรอบ ๆ ที่พัก แค่นี้ก็สุขสุด ๆ แล้วครับ เพราะวิวที่นี่สวยงามมากจริง ๆ มีเพื่อนคุยสักคน มีหนังสืออ่านสักเล่ม เราก็ใม่อยากออกไปไหนแล้ว เราใช้เวลาเดินเล่นนานพอสมควร โดยการเดินลงไปลงพื้นราบไปเรื่อย ๆ เจออะไรก็สวยไปซะหมด กดถ่ายรูปนับพัน ๆ รูปแบบไม่มีเบื่อ

ส่วนนี้คือที่พักอีกแห่งนึงชื่อว่า Kazbegi View สวยดีครับ อยู่ติดกับ รร. ที่เราพักเลย

เราปิดท้ายวันกันที่โรงแรมชื่อดังของที่นี่ Room Hotel หากไม่ได้พักที่นี่ ก็สามารถมานั่งรับประทานอาหาร จิบไวน์ พร้อมกับชมวิวที่อยู่เบื้องหน้าก็ฟินแล้ว วิวสวยมากจริง ๆ นั่งกินนั่งเมาท์กันเพลินเชียวล่ะ ด้วยราคาที่พักอาจจะสูงไปสักหน่อย ทำให้บางคนเลือกพักที่อื่น แล้วมากินอาหารชมวิวที่นี่ แต่ถึงแม้ว่าที่โรงแรมแห่งนี้จะราคาสูงแต่ก็แลกมาด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกที่ครบครัน อาทิ อ่างอาบน้ำเอาท์ดอร์ สระว่ายน้ำวิวขั้นเทพ ห้องพักวิวอลังการ ฯลฯ ก็แล้วแต่ความชอบเลยครับ เราไปนั่งกินมื้อเย็นที่นี่พร้อมกับน้องผู้หญิงคนไทยอีก 2 คนที่เราเจอกันที่เมืองหลวง แล้วมาเจอกันที่นี่อีก แถมยังพักโรงแรมติดกันอีกด้วย เป็นความบังเอิญแบบสุด ๆ แต่ก็แฮปปี้ดี ได้เจอคนไทยที่รักในการท่องเที่ยวเหมือนกัน คุยกันนานแค่ไหนไม่รู้ รู้แต่ว่าอากาศเริ่มเย็นลงเรื่อย ๆ หมอกก็เริ่มเข้ามาปกคลุม อากาศเย็นถึงขั้นที่พวกเราไม่สามารถนั่งต่อข้างนอกได้เลย ก็เลยยกของเข้าไปกินข้างใน ค่อยยังชั่ว อุ่นขึ้นมาทันที สักพักใหญ่ ๆ ก็เดินกลับที่พัก (ค่าอาหารมื้อนี้มีไวน์แดง 1 แก้ว + ไวน์ขาว 1 แก้ว + น้ำเปล่า + เบอร์เกอร์ 1 ชิ้นใหญ่ + บาบีคิว + และอีก 2 เมนู = 119 ลารี)

31/10/19 > ตื่นเช้ามารับอากาศที่บริสุทธิ์ พร้อมกับกินอาหารเช้าท่ามกลางวิวหลักล้านที่อยู่ตรงหน้า สำหรับใครที่มองหาที่พักที่ Kazbegi ขอแนะนำที่นี่เลย Alpenhaus ราคาเริ่มต้นที่ 1,200 บาทรวมอาหารเช้า ถ้าเทียบกับวิวที่ได้มาถือว่าคุ้มค่าแบบสุด ๆ จากนั้นก็ให้ทางโรงแรมเรียกรถแท็กซี่มารับพวกเราเพื่อจะให้ไปส่งที่จุดจอดรถบัส (ค่าแท็กซี่มารับ 10 ลารี/คัน) อันที่จริงจะเดินไปเองก็ได้ แต่อย่างที่บอก ทางเรามีกระเป๋าลาก 1 ใบใหญ่ ไม่สะดวกจะลากจริง ๆ ในจุดนี้ ขอใช้บริการรถมารับดีกว่า เมื่อมาถึง Bus stop แล้ว ก็รอรถออกตามเวลา วันนี้เราจะเข้าเมืองหลวงกัน เพื่อที่จะไปขึ้นรถไฟนอนไป Zugdidi (ค่ารถโดยสารจาก Kazbegi ไปเมืองหลวง รถไปจอดที่สถานี Didube = คนละ 10 ลารี)

เอาล่ะ รถโดยสารใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมงก็มาถึงสถานี Didube ทุกอย่างเป็นไปด้วยความทุลักทุเลเพราะกระเป๋าลากใบใหญ่ 5555 (ดูเป็นภาระเนอะ)

พอเราลงรถ ก็เดินเข้าสถานีรถไฟใต้ดิน Didube เพื่อจะนั่งรถไฟไปลงที่สถานี STATION SQUARE เพราะวันนี้เรามีแผนจะเดินทางข้ามเมืองไปที่ MESTIA เป็นอีกหนึ่งเมืองที่ไม่ควรพลาดครับ

เมื่อเรามาถึงสถานี STATION SQUARE พอเดินออกมา ก็จะเจอสถานีรถไฟระหว่างเมืองตั้งอยู่ข้าง ๆ กัน ภายในสถานีแห่งนี้มีทั้งร้านขายเสื้อผ้า LC waikiki ศูนย์อาหาร (สามารถซื้อเสบียงเอาไว้กินบนรถไฟได้ที่นี่เลย) และเป็นสถานีรถไฟข้ามเมืองอีกด้วย (ที่นี่ยังมีบริการรับฝากกระเป๋า ซึ่งตั้งอยู่บริเวณชานชาลาที่ 1 ชั้น 1)

(ที่นี่ยังมีบริการรับฝากกระเป๋า ซึ่งตั้งอยู่บริเวณชานชาลาที่ 1 ชั้น 1

ค่าบริการตู้ละ 10 ลารีหรือ 100 บาท ฝากได้ดึกสุดถึง 5 ทุ่มครับ)

สำหรับจุดขายตั๋วสถานีรถไฟข้ามเมือง จะตั้งอยู่ชั้น 3 ของห้าง โดยชั้น 2 จะเป็น shop ขายเสื้อผ้าแบรนด์ของ LC waikiki ราคาไม่แพง ยิ่งถ้าไปช่วงฤดูหนาว จะมีแฟชั่นเสื้อกันหนาวสวย ๆ ให้เลือกมากมาย / ส่วนชั้น 3 จะเป็นที่ขายตั๋วรถไฟ ตรงนี้จะมีที่นั่ง แต่ไม่เพียงพอและผู้คนจะพลุกพล่านไปหน่อย ถ้าซื้อตั๋วหรือมีตั๋วรถไฟในมือแล้ว หากไม่ไปช็อปปิ้ง แนะนำให้ขึ้น ชั้น 4 จะมีศูนย์อาหาร เป็นอาหารจอร์เจีย มีข้าวราดแกง แต่ที่นี่จะขายเป็นแบบชั่งกิโล มีโต๊ะให้นั่งกิน หรือจะนั่งกินไป ชมวิวรางรถไฟไปก็ได้ เป็นโซนติดกระจก ดูสวยคลาสสิคมองเพลิน ๆ และบริเวณชั้นนี้ก็มีบริหารห้องน้ำอีกด้วย (แอบบอกไส้กรอกที่นี่เค็มมากเกือบทุกชนิด)

ถ้าใครจะไป Mestia โดยการนั่งรถไฟต้องซื้อตั๋ว Tbilisi – Zugdidi ซึ่งผมได้จัดการซื้อตั๋วรถไฟ(รถนอน)ก่อนบินมาที่นี่ โดยซื้อผ่านเวบ www.matarebeli.ge เมื่อถึงเวลาเดินทางก็นำเอกสารที่ปริ้นท์ติดตัวมา ไว้ยืนยันกับเจ้าหน้าที่ก่อนขึ้นรถไฟนอนข้ามคืนไปรุ่งเช้าที่ Zugdidi **แนะนำเข้าห้องน้ำให้เรียบร้อยก่อนขึ้นรถไฟ เพราะห้องน้ำบนรถไฟจะไม่เปิดให้ใช้ จนกว่ารถไฟจะวิ่งออกจากเขตตัวเมืองไปแล้ว ซึ่งก็นานพอสมควรกว่าจะเปิดให้ใช้ได้

สภาพห้องนอนบนรถไฟแบบ 2 คน

จบการรีวิว EP 1 เพียงเท่านี้ครับ

EP 2 / 3 > เราจะพาทุกคนไปสนุกและเปิดประสบการณ์ใหม่ ๆ ที่ Mestia รวมทั้งจะพาไปเที่ยวชมหมู่บ้านมรดกโลกที่ Ushguli รับรองไม่ผิดหวัง รอติดตามกันได้เลย ….

เที่ยวจอร์เจีย Georgia ด้วยตัวเอง Ep.2 / 3 : Mestia – Ushguli