เที่ยวจอร์เจีย Georgia ด้วยตัวเอง Ep.2 / 3 : Mestia – Ushguli

เที่ยวจอร์เจีย Georgia ด้วยตัวเอง Ep.2 / 3 : Mestia – Ushguli

เยือน Mestia เมืองคลาสสิค ชมหมู่บ้านมรดกโลก Ushguli

หลังจากที่ E P 1 https://go2goaround.com/2020/01/04/georgia-tbilisi-kazbegi/ เราพาไปทำความรู้จักจอร์เจียกันแบบคร่าว ๆ เตรียมตัวก่อนเดินทาง พร้อมพาไปพักผ่อนชิล ๆ ที่ Kazbegi มาต่อกันเลยครับที่ Mestia

** และเพื่อเพิ่มอรรถรสในการชมรีวิว วิธีการคิดค่าใช้จ่าย 1 ลารี = 10 บาท  

** คำเตือนรีวิว EP นี้ภาพมาแน่น ๆ ดูเพลิน ๆ อย่าเพิ่งเบื่อกันนะครับ

 

1/11/19 > (วันที่ 6 ของทริป) หลังจากที่นอนข้ามคืนกันมาบนรถไฟ ขบวนรถไฟก็วิ่งมาถึงเมือง Zugdidi พวกเราลงรถไฟกันแบบงง ๆ เพราะฟ้ายังไม่สว่าง ทุกอย่างอยู่ในความมืด เดินออกมาด้านนอกสถานี จะมีทั้งคนเดินเข้ามาถามว่าไป Mestia ไหมคิดคนละ 25 ลารี ถ้าเราไม่สนใจ เดินไปหน้าสถานีก็จะเจอรถโดยสารที่จะพาไป Mestia เช่นกัน คิดค่าบริการคนละ 20 ลารี เราเลือกไปรถโดยสารจ้า ระหว่างทางก็เต็มไปด้วยความสวยงามของป่าใบไม้เปลี่ยนสี ใช้เวลาเดินทางประมาณ 3 ชั่วโมง มีการแวะจอดให้พักยืดเส้นยืดสาย 1 ครั้ง ตรงนี้จะมีร้านค้ากลางหุบเขาไว้คอยบริการ ส่วนใครหิว ก็เดินเข้าไปสั่งอาหารเช้ามากินได้ แต่ก็ต้องทำเวลานิดหนึ่งเดี๋ยวตกรถ

หลังจากทุกคนขึ้นรถมาแล้ว ก็มุ่งหน้าสู่เมือง Mestia โดยรถจะจอดที่บริเวณ Setis Moedani หรือ Setis Square ใจกลางเมืองนั่นเอง

ทันทีที่มาถึงที่นี่ พวกเราต้องร้องว้าวกันเลยทีเดียว เพราะ Mestia เป็นเมืองที่คลาสสิคมาก ที่นี่เป็นหมู่บ้านเสมือนเมืองผ่าน แต่มีอะไรให้น่าค้นหามากมาย Mestia รายล้อมไปด้วยภูเขา บ้านเกือบทุกหลังจะมีสัญลักษณ์พิเศษคือปล่องไฟโบราณ เราใช้เวลาเวลาอยู่ที่นี่ 3 คืน 4 วัน เที่ยวกันแบบเต็มอิ่มแบบจุก ๆ โดยวันแรกที่มาถึงก็เจอกับฝนตกปรอย ๆ ทำให้เดินเล่นได้ไม่มากนัก ในคืนแรกเราเข้าพักที่ Larda Guesthouse อยู่ติดถนนใกล้ ๆ กับจุดลงรถเลย ค่าห้องคืนละ 80 ลารี (ไม่มีอาหารเช้า) ห้องใหญ่กว้าง แต่ห้องน้ำจะต้องเดินออกมานอกประตูห้องนอน ก็จะหนาว ๆ เย็น ๆ หน่อย แต่ไม่ใช่ปัญหาสำหรับพวกเรา everything is OK ชิล ๆ อุณหภูมิเกือบติดลบเท่านั้นเอง สบายมาก

วันแรกของการเดินทางมาที่นี่ พวกเราก็ไม่รอช้า เก็บข้าวของเสร็จเรียบร้อย ก็ออกมาเดินเล่นสำรวจเมืองกันก่อน เพื่อทำความคุ้นเคยกับสถานที่ให้มากที่สุด อันที่จริง Mestia ก็ไม่ได้กว้างมากนัก เราสามารถเดินเล่นได้ทั้งวัน เดินเรื่อย ๆ เหนื่อยก็พัก เพราะการมาเที่ยวครั้งเราพูดกันก่อนการเดินทางว่า เราจะไม่เร่งรีบกับอะไรทั้งสิ้น ถ้าเกิดปัญหาระหว่างทาง เราอย่ามองให้มันเป็นปัญหา แล้วเดี๋ยวทุกอย่างจะผ่านไปได้เอง และก็เป็นเช่นนั้นจริง ๆ

2/11/19 > (วันที่ 7 ของทริป) ตื่นเช้ามากับความอะเมซิ่ง เพราะเราเจอหิมะแรกแล้ว ตกเต็มหน้าบ้านเลย ด้วยความตื่นเต้น รีบหยิบกล้องออกมาถ่ายรูปเล่นหน้าห้องพัก ก่อนที่จะรีบอาบน้ำแต่งตัว ไปเดินตะลุยหิมะกันทั่วเมือง โอ้ยยยย ฟินสุด ๆ

จากนั้นเราก็ไปเดินตะลุยหิมะกันทั่วเมือง เดินวนไปวนมา สนุกดี เป็นเมืองที่เงียบสงบเหมาะแก่การมาพักผ่อนจริง ๆ หากเดินเหนื่อย ก็หาร้านนั่งพักจิบไวน์ในราคาที่ถูกแสนถูกไม่เกิน 100 บาท ส่วนใครที่ชื่นชอบพิพิธภัณฑ์ ก็มีอยู่ 2-3 แห่งให้ได้ชมกัน

และถ้ามาที่นี่ ก็ต้องไม่พลาดที่นั่งรถโดยสารไปเที่ยวชมหมู่บ้าน Ushguli วันนี้เราจึงวางแผนไปที่นี่กัน โดยการนั่งรถโดยสาร และไม่ต้องกลัว มีร้านให้เลือกซื้อตั๋วกันทั่วเมือง จะเดินถามราคาก่อนก็ได้แบบไปเช้าเย็นกลับ เราได้ค่าตั๋วมาในราคา คนละ 40 ลารี (โดยเอาสัมภาระออกมาด้วยเพราะวันนี้เราจะย้ายโรงแรมนอน) เราใช้เวลาเดินทางประมาณ 4 ชั่วโมง ท่องเที่ยวแบบไปเช้าบ่ายกลับก็คุ้มสุด ๆ แล้ว ระหว่างทาง คนขับรถก็จะเปิดเพลงบิ้วอารมณ์ตลอดเส้นทาง แถมยังใจดี แวะจอดให้ลงไปถ่ายรูประหว่างทางได้อีกด้วย ซึ่งเส้นทางอาจจะดูโหดไปสักหน่อย ต้องอาศัยคนที่ชำนาญจริง ๆ

สำหรับหมู่บ้าน Ushguli เป็นหมู่บ้านที่อยู่สูงที่สุดในยุโรป สูงจากระดับน้ำทะเล 2,100 เมตร และได้รับเลือกให้เป็นมรดกโลกจากองค์กร UNESCO ในปี 1996 คนที่นี่ทำการเลี้ยงสัตว์ปลูกพืชในตัวหมู่บ้านเอง บางบ้านเริ่มสร้างเป็น Guest House ที่นี่จะมีทั้งโรงแรมที่พัก เกสเฮ้าส์ ร้านอาหาร ไว้คอยบริการนักท่องเที่ยว แต่พวกเราขอเลือกมาเที่ยวแบบ one day trip ดีกว่า เพราะดูท่าทางที่นี่จะเงียบมากเกินไป และช่วงที่เราไปก็โชคดีได้เจอกับหิมะทั้ง ๆ ที่ไม่ได้คาดคิดมาก่อน สำหรับอาหารการกิน หากไม่รู้จะสั่งอะไร แนะนำเมนูบาร์บีคิวง่ายที่สุด สั่งมากินพร้อมจิบไวน์แดงพอให้ร่างกายได้ไออุ่น

สำหรับคืนที่ 2 เราพักกันที่ Riverside Hotel ตัวโรงแรมเดินออกมานอกเมืองสักนิดแต่ไม่ไกลมาก เดินลากกระเป๋าได้แบบสบาย ๆ ชิล ๆ ค่าที่พักคืนละ 80 ลารี พร้อมอาหารเช้าแต่วิวสวยมากกกกกกกกกกกกก

ที่พักที่นี่อยู่ติดกับแม่น้ำเล็ก ๆ แต่เราอาจจะเรียกลำธารก็ได้ พร้อมกับวิวแบบพาโนรามา และระเบียงที่กว้างขวางไว้นั่งกิน นั่งเมาท์กันได้แบบสบายใจ ทันทีที่เข้าที่พักก็ไม่อยากออกไปไหนอีกแล้ว พูดกันตรง ๆ วิว ซ้าย ขวา หน้า หลัง มันคือดีมากกกกก

 

3/11/19 > (วันที่ 8 ของทริป) โชคดีที่ทริปนี้ เรามาที่ Mestia แล้วเจออากาศทุกรูปแบบ อย่างวันนี้ก็เช่นกัน ท้องฟ้ากลับมาโปร่งใสมีแดดออก แต่อากาศก็ยังเป็นเลขอุณหภูมิตัวเดียว หลังจากที่กินมื้อเช้าของโรงแรมแล้ว ก็เดินถ่ายรูปเล่นรอบโรงแรมอีกครั้ง ก่อนที่จะไปอาบน้ำเก็บกระเป๋า เพื่อทำการย้ายโรงแรมอีกครั้ง (ที่ย้ายบ่อยเพราะตอนเลือกที่พัก เราเลือกไม่ได้ว่าจะนอนที่ไหนบ้าง อันนั้นก็ดี อันนี้ก็ใช่ สรุปนอน 3 คืน 3 โรงแรมเลยจ้า ลากกระเป๋ากันเพลิน ๆ ) ออกจากที่พัก ก็เดินถ่ายรูปเมือง Mestia ไปเรื่อย ๆ สนุกดีนะ จากนั้นก็เอากระเป๋าเก็บเข้าที่พักของคืนนี้ที่ Ametapi ค่าห้องคืนละ 50 ลารี (ไม่มีอาหารเช้า)

แล้วก็ออกมาเดิน slow life ที่นี่กันอย่างเพลิดเพลิน ใช้เวลาแบบอยากทำอะไรก็ทำ อยากกินอะไรก็กิน เดินเพลินกันแบบเดินวนได้ทั่วเมืองเลยเป็นหมื่น ๆ ก้าว โดยที่วันนี้เราไม่ลืมที่จะไปติดต่อตั๋วรถไปเมือง Gori (เมืองบ้านเกิดของอดีตผู้นำเผด็จการ โจเซฟ สตาลิน) ค่าตั๋วคนละ 35 ลารี ซึ่งบอกเลยการเดินทางไป Gori หฤหรรษ์กับชีวิตมาก ๆ และถ้าใครมีโอกาสไปช่วงฤดูหิมะ ก็สามารถเดินไปที่ Hasavali Ski Resort หรือ Khasavali Ski Resort โดยเดินจากใจกลางเมืองไปเรื่อย ๆ ประมาณ 30 นาที ก็จะเจอจุดขึ้น SKI LIFT มีค่าใช้จ่ายโดยประมาณ แต่เราไม่ได้ขึ้นไปเพราะปิดซ่อมบำรุงพอดี แต่ถ้าไม่ได้เล่นสกีแค่ขึ้นไปเอาวิวก็น่าจะคุ้มแล้ว ต้องลองเพราะมีคนบอกว่าระหว่างนั่ง Ski Lift ขึ้นไป แล้วหันหลังกลับไปมอง ก็จะเห็นวิวยอดเขา USHBA ที่สูงถึง 4,710 เมตร แถมวิวร้านอาหารข้างบนนั้นก็สุดยอดมาก ๆ ส่วนร้านอาหารใน mestia ที่หลาย ๆ คนชอบไปทานกันก็ร้านนี้เลย ร้าน Laila เดินทะลุ Seti square ไป เป็นอาหารพื้นเมือง บรรยากาศดี ไม่แพง อร่อย ปิดจ็อบวันนี้ พรุ่งนี้เตรียมตัวย้ายเมืองกันแล้ว

EP หน้า จะเป็น EP สุดท้ายของทริปนี้แล้ว จะพาไปเที่ยวที่เมือง Gori ไปดูสิว่าที่นั่นมีอะไรน่าเที่ยวบ้าง เยือนเมืองหลวงเก่าอย่าง Mtskheta (มุสเคต้า) และจะจัดหนักจัดเต็มพาเที่ยวเมืองหลวงอย่าง Tbilisi ห้ามพลาด พายุภาพต้องมา ^^