เที่ยวจอร์เจีย Georgia ด้วยตัวเอง Ep.3 / 3 : Gori – Tbilisi

เที่ยวจอร์เจีย Georgia ด้วยตัวเอง Ep.3 / 3 : Gori – Tbilisi 

ชมพาเมืองบ้านเกิดโจเซฟ สตาลิน จัดหนักจัดเต็มเที่ยวเมืองหลวง Tbilisi

หลังจากที่ ….

E P 1 พาไปทำความรู้จักจอร์เจีย เตรียมตัวก่อนเดินทาง พร้อมพาไปพักผ่อนชิล ๆ ที่ Kazbegi

 https://go2goaround.com/2020/01/04/georgia-tbilisi-kazbegi/

E P 2 พาชมเมือง Mestia และไปเที่ยวที่หมู่บ้านมรดกโลกอย่าง Ushguli https://go2goaround.com/2020/01/05/georgia-mestia-ushguli/

รีวิวฉบับสุดท้าย ก็ชมพาเมืองบ้านเกิดโจเซฟ สตาลิน พร้อมจัดหนักจัดเต็มเที่ยวเมืองหลวง Tbilisi

** และเพื่อเพิ่มอรรถรสในการชมรีวิว วิธีการคิดค่าใช้จ่าย 1 ลารี = 10 บาท  

4/11/19 > (วันที่ 9 ของทริป) เช้าวันนี้เรายังอยู่ที่ Mestia รถนัดเดินทางตั้งแต่ 7 โมงเช้า เพราะต้องเดินทางไกลประมาณ 7 ชั่วโมง เป็นรถโดยสารแบบรับคนตามทางด้วย (ที่เขาโทรมาซื้อตั๋วไว้แล้ว) จริง ๆ แล้วจุดหมายปลายทางของรถคันนี้ก็คือไปเมืองหลวง Tbilisi นั่นแหละ แต่จะผ่านเมือง Gori ที่เราแวะด้วย ซึ่งตอนซื้อตั๋วเมื่อวาน เราก็ถามคนขายตั๋วไปแล้วว่า รถไปเมือง Gori ไหม / เขาก็ตอบเราว่าไปๆ  / ซึ่งคำว่าไปในหัวเราคิดภาพไว้ว่า รถจะไปจอดใจกลางเมือง Gori เลย แล้วเราก็ค่อยหาทางไปโรงแรมที่จองเอาไว้

รถก็วิ่งไปเรื่อย ๆ ช่วงแรก ๆ จะตื่นเต้นหน่อยเพราะเห็นวิวภูเขาที่เต็มไปด้วยหิมะบางจุด และบางจุดที่ผ่านก็จะเจอใบไม้เปลี่ยนสี ก่อนที่เราจะผ่านเมืองต่าง ๆ ไป แล้วก็เขาสู่ถนนคล้าย ๆ มอเตอร์เวย์ สายตาเราก็มองเห็นเมืองไกล ๆ ก็เดาว่าต้องใช่เมือง Gori แน่ ๆ ก็ดีใจสิเพราะใกล้ถึงแล้ว แต่เอ๊ะทำไมรถยังวิ่งบนมอเตอร์เวย์ไปเรื่อย ๆ ไม่วกเข้าเมืองสักที สักพักกกกก คนขับรถก็จอดรถตรงข้างทางมอเตอร์เวย์นั่นแหละ แล้วก็บอกว่า “ถึงแล้ว” / คุณพระ !!!!! คนไทย 2 คนอย่างเราก็ตกใจสิ ก็เลยพูดไปว่า เราจะไป Gori นะ / เขาก็บอกว่า นี่แหละ Gori เพราะปกติรถไม่เข้าไปข้างในอยู่แล้ว / เราเลยถามต่อว่า อ้าวอย่างนี้เราจะเข้าไปในเมือง Gori ได้อย่างไร (55555 โอ้ยเล่าไปก็ขำตัวเอง) คนขับก็ตอบว่า ไม่ต้องห่วง เดินข้ามถนนไป ก็จะเจอรถแท็กซี่จอดรถอยู่ เอ้า ลงก็ลง ไหนจะถุงขนมเอย กระเป๋าลากเอย ก็แบกก็ลากกันข้ามถนนเล็ก ๆ ไปก็เจอคนขับแท็กซี่ยืนยิ้มรออยู่ เราก็สนทนากันแบบลำบากนิดนึง เพราะคนขับพูดฟังอังกฤษไม่คล่อง สุดท้ายเอาเบอร์โรงแรมให้คนขับโทรไปคุย จึงตกลงราคากันได้ที่ 12 ลารี (จากตอนแรกคนขับเรียกราคา 15 ลารี)

รถก็ขับพาพวกเราเข้าเมือง Gori ไปส่งที่โรงแรมที่จองไว้คือ Hotel Continental ค่าโรงแรมรวมอาหารเช้าห้องละ 80 ลารี เป็นโรงแรมที่ทำเลที่ตั้งดีสุด ๆ เดินไปพิพิธภัณฑ์ และป้อมปราการ ได้ในระยะอันใกล้ มีร้านอาหาร ซุปเปอร์มาเกตอยู่บริเวณโดยรอบ (อันที่จริงเมือง Gori สามารถเดินทางจาก Mestia ได้เลย หรือจะเริ่มตั้งต้นที่เมืองหลวง Tbilisi ก็ได้ มีรถพาไปเที่ยวแบบไปเช้าเย็นกลับ) สำหรับ Gori เราเลือกมาค้างที่นี่หนึ่งคืน

สำหรับ Gori อยู่ทางตะวันตกของเมืองหลวง Tbilisi ห่างกันประมาณ 80 กิโลเมตร เป็นเมืองบ้านเกิดของ “โจเซฟ สตาลิน” อดีตผู้นำของสหภาพโซเวียตในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ต่อจาก วลาดิมีร์ เลนิน เราเดินเท้าจากโรงแรมไปเพียงไม่กี่ก้าว ก็ไปถึงที่แรกที่เราไปเยี่ยมชมก็คือ พิพิธภัณฑ์ของโจเซฟ สตาลิน (Joseph Stalin Museum) ที่นี่สร้างขึ้นในปี 1937 จะพูดถึงประวัติความเป็นมาของสตาลินเป็นหลัก ภายในตึกพิพิธภัณฑ์จะเป็นที่รวบรวมสิ่งของเครื่องใช้ต่าง ๆ ของสตาลิน อาทิ เฟอร์นิเจอร์ห้องทำงาน เสื้อโค้ทตัวโปรดของเขา รวมถึงตัวบ้านที่สตาลินเกิดด้วย คำอธิบายส่วนใหญ่เป็นภาษาจอร์เจียและรัสเซีย พิพิธภัณฑ์เปิดให้เข้าชมทุกวัน ตั้งแต่ 10.00 น. ค่าเข้าชมสำหรับบุคคลทั่วไปอยู่ที่ 15 ลารี ส่วนด้านหน้าจะเป็นลานกิจกรรมขนาดกว้าง สามารถมานั่งพักผ่อนหย่อนใจได้

5/11/19 > (วันที่ 10 ของทริป) ตื่นเช้ามา พร้อมเดินไปที่ Gori Fortress อีกหนึ่งแลนด์มาร์คของที่นี่ จากโรงแรมเดินไปประมาณ 200 เมตรก็ถึง และที่นี่สามารถเดินเท้าขึ้นไปได้ ชมวิวเมือง Gori แบบ 360 องศา ยิ่งไปตอนเช้า ๆ ก็จะเจอกับอากาศเย็น ๆ มาพร้อมกับไอหมอกและแสงอุ่น ๆ อันที่จริงข้างบนก็ไม่มีอะไรมาก แต่วิวสวยดี

ลงมาด้านล่างก็จะพบกับ The Memorial of Georgian Warrior Heroes สร้างขึ้นระหว่างปี 1981 – 1985 โดยประติมากรชาวจอร์เจีย เพื่อระลึกถึงจิตวิญญานนักสู้และความกล้าหาญของเหล่านักรบจอร์เจี้ยน

เดินถ่ายรูปชมเมืองแล้ว ก็ถึงเวลากลับมาเก็บกระเป๋า วันนี้เราจะเดินทางเข้าเมืองหลวง Tbilisi กัน โดยให้โรงแรมเรียกรถแท็กซี่ให้ ได้มาในราคา 120 ลารี (โดยมีการตกลงกันว่ารถจะมารับที่โรงแรม + พาแวะเที่ยวบ้านถ้ำ Uplistsikhe + เมืองหลวงเก่า Mtskheta + Svetitskhoveli Cathedral + ส่งถึงโรงแรมที่จองไว้ที่เมืองหลวง Tbilisi)

ที่พลาดไม่ได้ก็คือการแวะเที่ยวที่ Uplistsikhe (อู-พลิสซิเค่) หมู่บ้านโบราณของชาวจอร์เจีย มีอายุมากกว่า 3,000 ปี เกิดจากการเจาะภูเขาเป็นถ้ำตื้น ๆ ที่นี่เป็นเหมือนเมืองเก่าในอดีตที่ก่อสร้างอยู่บนภูเขา เพื่อเป็นที่พักอาศัย ค่าเข้าชมคนละ 7 ลารี เมืองถ้ำแห่งนี้มีพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 50 ไร่ ดูยิ่งใหญ่อลังการมาก ๆ มีการสกัดหินผาทำเป็นห้องต่าง ๆ เช่นห้องนอน ห้องบ่มไวน์ ฯลฯ ที่นี่เคยได้รับความเสียหายจากเหตุการณ์แผ่นดินไหว แต่โครงสร้างที่เห็นก็ยังยิ่งใหญ่และแปลกตาอยู่เสมอ จึงไม่แปลกใจว่าที่นี่จะได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกจากองค์การยูเนสโก เมื่อปี 2007 ของจริงต้องได้มาเห็นกับตาอลังการมากกกกกก สำหรับที่นี่ต้องเดินเท้าขึ้นไปเรื่อย ๆ หากมีผู้สูงอายุเดินทางไปด้วยควรเพิ่มความระมัดระวัง เราใช้เวลาอยู่ที่นี่ประมาณ 1 ชั่วโมง ก็ออกเดินทางกันต่อ

รถมาจอดแวะที่เมือง Mtskheta (มุสเคต้า) เมืองหลวงเก่าของจอร์เจีย (มีอายุกว่า3,000ปี) อยู่ห่างจากเมืองหลวงปัจจุบันประมาณ 20 – 25 กิโลเมตร เดินทางแค่ 30 นาทีก็ถึงแล้ว ในอดีตเมืองแห่งนี้เคยเป็นเมืองหลวงของอาณาจักรอิเบเรีย (Iberia Kingdom) ซึ่งเป็นราชอาณาจักรของจอร์เจียในช่วง 500 ปีก่อนคริสตกาล จนถึงปี ค.ศ. 500 ที่นี่เป็นเมืองที่มีสถาปัตยกรรมเก่าแก่ ทำเลที่ตั้งอยู่ระหว่างจุดที่แม่น้ำ Kura และแม่น้ำ Aragvi ไหลมาบรรจบกัน เป็นเมืองที่มีเสน่ห์มาก ๆ ดูเงียบ ๆ แต่ขลัง หากมีเวลาเยอะ ที่นี่มีอะไรให้เที่ยวชมเยอะเลย ทั้งสิ่งก่อสร้างด้านสถาปัตยกรรม, ความงามของธรรมชาติ โบราณสถานแห่งเมืองมิสเคตา ( Historical monument of Mtskheta ) จึงได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกองค์การยูเนสโก (UNESCO World Heritage) เมื่อปี ค.ศ. 1994 ในเมือง Mtskheta นี้มีสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญหลายแห่ง เช่น Javri Monastry และ Svetitkhoveli Cathedral

โบสถ์สำคัญอีกแห่งหนึ่งของที่นี่ก็คือ Svetitskhoveli Cathedral (โบสถ์สเวติสโคเวลี) วิหารหรือโบสถ์ขนาดใหญ่ สร้างขึ้นมาตั้งแต่สมัยคริสต์ศตวรรษที่ 4 และถือเป็นสัญลักษณ์ของการเปลี่ยนความเชื่อของชาวจอร์เจี้ยน เปลี่ยนความเชื่อและหันมานับถือศาสนาคริสต์ และให้ศาสนาคริสต์เป็นศาสนาประจำชาติของจอร์เจียเมื่อปี ค.ศ. 337 ภายในโบสถ์จะมีพื้นที่เล็ก ๆ ส่วนหนึ่งที่ทำเป็นโบสถ์จำลองของ Chapel of Holy Sepulchre ในนครเยรูซาเลม รวมทั้งโบสถ์แห่งนี้ ในอดีตยังเคยเป็นที่ประกอบพิธีราชาภิเษกของกษัตริย์ประเทศจอร์เจียและเป็นที่ฝังพระศพของกษัตริย์ 10 พระองค์อีกด้วย แต่พบสุสานเพียง 6 แห่งเท่านั้น ซึ่งตั้งอยู่ภายในโบสถ์

โดยโครงสร้างโบสถ์เดิมที่ถูกสร้างขึ้นมาในสมัยศตวรรษที่ 4 นั้น พังทลายลงไปหมดแล้วจากสงครามการบุกรุกของอาหรับ เปอร์เซีย ตีมูร์ และโซเวียต รวมถึงเหตุการณ์แผ่นดินไหว ส่วนโครงสร้างโบสถ์ที่เห็นในปัจจุบัน ถูกสร้างขึ้นมาใหม่ในสมัยคริสต์ศตวรรษที่ 11 โดย Arsukisdze นักสถาปัตยกรรมชาวจอร์เจีย ตัวโบสถ์มีลักษณะเป็นรูปไม้กางเขน หลังคาโดมสร้างขึ้นในศตวรรษที่ 15 และด้านบนสร้างใหม่ในศตวรรษที่ 17 ทำให้รูปทรงดั้งเดิมหายไป แต่ด้านหน้าโบสถ์จากศตวรรษที่ 11 เป็นแบบดั้งเดิมไม่มีการเปลี่ยนแปลง โบสถ์แห่งนี้มีความขลังและมีความสมบูรณ์สวยงามทั้งภายในและภายนอกแบบที่เราเห็นในปัจจุบัน นอกจากนี้โบสถ์ Svetitskhoveli Cathedral ยังถือเป็นโบสถ์ที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 ของประเทศจอร์เจีย รองจากโบสถ์ Holy Trinity Cathedral ที่ตั้งอยู่ในเมือง Tbilisi

จากนั้นรถก็พาเรากลับเข้าสู่เมืองหลวง Tbilisi โดยให้รถที่เหมามา ให้ไปส่งที่โรงแรมที่เราจองเอาไว้แล้วก็คือ Greeting Hotel ทำเลที่ตั้งถือว่าดีมาก อยู่ใจกลาง Old Tbilisi เดินเพียง 200 เมตรก็ถึงถนนด้านล่างใกล้ ๆ กับป้าย I love Tbilisi ค่าห้องคืนละ 71 ลารี รวมอาหารเช้า

ด้วยเวลาเพียงน้อยนิดที่มีในวันนี้ เราก็เลยเลือกที่จะเดินไปที่ สะพานสันติภาพ The Bridge of Peace ในยามค่ำคืน สะพานแห่งนี้เปิดอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2010 ออกแบบโดยสถาปนิกชาวอิตาเลี่ยน Michele De Lucchi เป็นสะพานที่มีความยาว 150 เมตร ข้ามแม่น้ำเชื่อมระหว่างตัวเมืองเก่าและตัวเมืองใหม่ โครงสร้างหลักของสะพานทำจากเหล็กและกระจกใสโดยผลิตที่อิตาลี และนำเข้ามาโดยรถบรรทุก มีรูปทรงแปลกตา ถือเป็นแลนด์มาร์คอีกแห่งหนึ่งในเมือง Tbilisi และเป็นสิ่งก่อสร้างที่สามารถกลมกลืนกับความเป็นจอร์เจียได้อย่างไม่เคอะเขิน จึงไม่แปลกใจว่าที่นี่ก็เป็นอีกหนึ่งจุดเช็คอินของนักท่องเที่ยว เวลาที่ดีที่สุดที่ควรมาคือใกล้ค่ำแสงจะสวยงามมาก นักท่องเที่ยวก็มากเช่นกัน 5555 ก็รอจังหวะดี ๆ ถ้าจะถ่ายรูป แล้วถ้าไปช่วงหนาว ๆ ก็จะฟินมาก กอดกันอุ่นเลยล่ะ เดินเท้าจากย่าน old Tbilisi มาไม่ไกลประมาณ 300 เมตร

และเนื่องจากเรามาเที่ยวที่จอร์เจียหลายวันมาก จึงคิดถึงอาหารไทยอย่างมาก ก่อนมาก็ทำข้อมูลว่าที่เมืองหลวงอย่าง Tbilisi มีร้านอาหารไทยอยู่ร้านหลาย หนึ่งในนั้นคือร้าน Tom Yam  จากย่าน old Tbilisi เปิด google Map เดินมาได้เลยประมาณ 1 กิโลเมตร พอถึงร้านด้วยความที่หิวมาทั้งวันและโหยมาทั้งอาทิตย์จึงสั่งแบบไม่อั้นหน้าตาก็ตามที่เห็นเลย ราคาอาหารก็ประมาณเมนูละ 100-150 บาท เจ้าของร้านควบหน้าที่พ่อครัว และลูกหลานเป็นเด็กเสิร์ฟทำกันเอง จ้างชาวจอร์เจียมาหนึ่งคนเพื่อมาสื่อสารภาษาถิ่นหรือภาษาอังกฤษ ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นชาวรัสเซีย และมีคนไทยบ้าง รสชาติอาหารก็กลาง ๆ ทำให้พอหายคิดถึงบ้านได้บ้างครับ ลองไปตำดูจ้า เมนูตำถั่วก็มี 5555

6/11/19 > (วันที่ 11 ของทริป) ใกล้จะถึงวันกลับไทยแล้ว จริง ๆ วันนี้ตามแผนเราจะไปอีกเมืองแบบไปเช้าเย็นกลับ แต่เมื่อคืนเรามานั่งคุยกันว่า จริง ๆ แล้วในเมืองหลวง เราแทบยังไม่ค่อยได้ไปไหนเลย สรุปวันนี้ก็เลยกลายเป็น city tour ในเมืองหลวง Tbilisi ทั้งเดินเท้า นั่งรถไฟใต้ดินสนุกกันไปจ้า เริ่มต้นที่อาหารเช้าของโรงแรมก็จัดได้สมราคา ของดีกินอิ่ม และด้วยความที่ทริปนี้ตื่นเช้าทุกวัน การเดินทางในแต่ละวันก็จะเช้าตามไปด้วย ในขณะที่คนจอร์เจียเองอาจจะสตาร์ทชีวิต 9-10 โมง แต่เรา ไม่เกิน 8 โมงเช้าก็ออกจากห้องพักแล้ว ดังนั้นเช้าวันนี้บริเวณ old Tbilisi จึงยังไม่คึกคักมากนัก เลยทำให้เรามีโอกาสถ่ายรูปเพลิน ๆ

 

เดินไปเรื่อย ๆ ไปตามเส้นทางที่จะไปสถานีรถไฟใต้ดินสถานี Avlabari พอเจอสถานีรถไฟแล้ว ก็เดินตรงขึ้นไปเรื่อย ๆ ผ่านร้านค้าต่าง ๆ

ก็จะถึง โบสถ์ทรินิตี้ Holy Trinity Cathedral of Tbilisi หรือ มหาวิหารซาเมบา (Sameba) โบสถ์ออร์โธด็อกซ์ที่มีความสวยงาม อลังการ และมีขนาดที่ใหญ่ที่สุดของประเทศจอร์เจีย รวมทั้งยังเป็นโบสถ์อีสเทิร์นออร์โธด็อกซ์ (Eastern Orthodox) ที่สูงเป็นอันดับ 3 ของโลกอีกด้วย และด้วยความที่ตัวหลังคาโบสถ์เป็นโดมสีทอง และเป็นโบสถ์ที่มีขนาดใหญ่มาก ๆ เลยทำให้เรามองเห็นโบสถ์แห่งนี้ได้ชัดเจนจากระยะไกล แนะนำให้มาถ่ายรูปช่วงเช้า ประมาณ 7 โมงเช้าจะได้แสงที่สวยงาม หรือจะมาในเวลาใกล้ค่ำ ที่เริ่มเปิดไฟแล้ว ก็จะสวยงามไปอีกแบบหนึ่ง

 

จากนั้นก็เดินกลับมาที่สถานีรถไฟ Avlabari เพื่อที่จะนั่งรถไฟไปลงที่สถานี Marjanishvili

เมื่อเรามาถึง สถานี Marjanishvili จุดประสงค์คือจะไปเดินชิล ๆ ที่ Fabrika Tbilisi พอออกจากสถานีรถไฟ ก็เปิด google map เดินตามเลยประมาณ 600 เมตร ที่นี่ถือเป็นแหล่งถ่ายรูปสุดชิคแนวสตรีทอาร์ต แหล่งเช็คอินของผู้ที่หลงใหลการถ่ายรูปอัพลง social เพราะจะเต็มไปด้วยคาเฟ่เก๋ ๆ ตึกสวย ๆ ร้านค้าฮิป ๆ ที่พัก โฮลเทลต่าง ๆ เรียกได้ว่าถ่ายรูปกันเพลินเชียวล่ะ คำว่า Fabrika แปลว่าโรงงาน เพราะในอดีตที่นี่เคยเป็นโรงงานเย็บผ้าในยุคของสหภาพโซเวียต แต่ปัจจุบันกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวอีกจุดหนึ่งของเมืองหลวงอย่าง Tbilisi

ถ่ายรูปแบบจุใจเต็มอิ่มแล้ว ก็เดินกลับมาที่สถานี Marjanishvili เพื่อที่จะนั่งรถไฟกลับที่ไปที่สถานี Avlabari กลับมาแถวๆบริเวณที่พักย่าน Old Tbilisi แล้วก็ไปเดินเล่นแถว ๆ โรงอาบน้ำร้อนกลางเมือง Sulphur Bath หรือที่คนท้องถิ่นเรียกกันว่า อะบาโนตูบานี (Abanotubani) เป็นบ่อน้ำพุร้อนที่เปิดให้บริการมาเป็นระยะเวลานานแล้ว ใครสนใจก็ไปใช้บริการได้ครับมีค่าใช้จ่าย แต่เราไม่ได้ลงไปนะ 555

และใกล้ ๆ กัน ก็จะเห็นอาคารสีฟ้าฉาบด้วยกระเบื้องลายสีฟ้าโดดเด่นอยู่เบื้องหน้า ซึ่งจริงๆแล้วมันก็คือ โรงอาบน้ำ Orbeliani Baths จะเด่นกว่าใครเพราะซุ้มทางเข้าถูกประดับด้วยกระเบื้องที่สวยงามแปลกตา ยืนถ่ายรูปเก๋ ๆ ได้

เดินเข้าไปต่ออีกนิด ก็จะเจอน้ำตกกลางเมืองที่ชื่อว่า น้ำตกเลกทากิวี (Leghvtakhevi Waterfall) ใช่คุณฟังไม่ผิด แปลกมาก ๆ ที่เราจะได้เห็นน้ำตกกลางเมืองแบบนี้ ถือเป็นความมหัศจรรย์อย่างมาก เป็นน้ำตกที่มีขนาดไม่ใหญ่มากนัก แต่มีน้ำตลอดทั้งปี เส้นทางที่เดินไปก็จะผ่านตึกรูปทรงต่าง ๆ เดินถ่ายรูปเล่นเพลิน ๆ

มาถึงไฮไลท์ของเมืองหลวง ถ้ามาแล้วไม่ได้ขึ้นไปที่นี่ถือว่าพลาดมาก ๆ ป้อมปราการนาริกาลา (Narikala Fortress) ตั้งอยู่เหนือเขตเมืองเก่า Tbilisi สร้างครั้งแรกตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 4 สร้างขึ้นมาเพื่อปกป้องเมือง Tbilisi โดยชื่อ Narikala เป็นภาษาเปอร์เซีย แปลว่า “ป้อมที่ไม่สามารถตีแตกได้” เปลี่ยนผ่านมือผู้ปกครองหลายต่อหลายครั้ง ทั้งชาวอาหรับ มองโกล เปอร์เซีย เติร์ก และรัสเซีย ในส่วนของอาคารปัจจุบัน สร้างขึ้นในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 8 สามารถเดินขึ้นไปได้ หรือจะนั่งกระเช้าขึ้นไป ค่าขึ้น 2.5 ลารี/เที่ยว โดยทางขึ้นกระเช้าจะอยู่ใน Rike Park ใกล้ๆ กับสะพาน The Bridge of Peace (แนะนำขึ้นกระเช้าดีกว่าครับ สะดวก ได้ชมวิวระหว่างทาง และไม่เมื่อยด้วย ส่วนขาลงค่อยเดินลงก็ได้ครับ เพราะขาลงเราจะผ่านโบสถ์ Saint George Armenian Cathedral of Tbilisi ด้วย) สำหรับป้อมนาริกาลาแห่งนี้ เปิดตั้งแต่เที่ยงวันยันเที่ยงคืน และเมื่อมาถึงข้างบนแล้ว เราจะสามารถมองเห็นเมือง Tbilisi ได้ในมุมกว้าง ข้างบนมีร้านค้าขายเครื่องดื่มและขายของที่ระลึก ส่วนที่เห็นว่าบางจุดของป้อมมีซากปรักหักพัง นอกจากกาลเวลาที่ผ่านมาแล้ว ในอดีตเมื่อปี ค.ส. 1872 ป้อมนาริกาลา ก็เคยได้รับความเสียหายอย่างหนักเมื่อตอนเกิดแผ่นดินไหวอย่างรุนแรง

อีกมุมหนึ่งของข้างบนป้อมแห่งนี้ เราก็จะได้พบกับ Mother of a Georgian หรือ Kartlis Deda รูปปั้นหญิงสาวสูงเด่นเป็นสง่า 20 เมตร ตั้งอยู่บนยอดเขาโซโลลากิ (Solo Laki Hill) รูปปั้นนี้สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1958 เพื่อฉลองเมือง Tbilisi มีอายุครบ 1,500 ปี โดยมีลักษณะมือข้างหนึ่งจะถือดาบ ส่วนมืออีกข้างนึงจะถือแก้วไวน์ สื่อว่าหากใครที่มาจอร์เจียแบบศัตรู เธอก็จะใช้ดาบในมือขวาฟาดฟัน แต่หากใครที่มาเยือนแบบมิตรไมตรี เธอจะต้อนรับด้วยไวน์ในมือซ้ายอย่างอบอุ่น

จากข้างบนนี้ เราจะมองเห็น สวนพฤกษศาสตร์ National Botanical Garden ซึ่งตั้งอยู่ใกล้ๆ กับน้ำตก Leghvtakhevi Waterfall เปิดให้บริการตั้งแต่ 9 โมงเช้า ส่วนเวลาปิดขึ้นอยู่กับฤดูกาล ภายในจะมีต้นไม้สวยๆ ให้ได้เดินชมและถ่ายรูปเพลิน ๆ โดยมีค่าเข้าชมถ้าจำไม่ผิด ประมาณคนละ 4 ลารี (หรืออาจมีการปรับราคา)

ส่วนขากลับลงมา ก็ตกลงกันว่าเราจะเดินลงดีกว่า เพราะจะได้ชมวิวและเดินถ่ายรูปเล่นไปด้วย อีกอย่างก็จะได้ผ่านหน้าที่พักของเราเลย (Greeting Hotel) เดินลงมาเรื่อย ๆ ก็จะเห็นโบสถ์ Saint George Armenian Cathedral of Tbilisi และถึงแม้จะเป็นวันสุดท้ายของที่นี่แล้ว เราก็ยังคิดถึงอาหารไทย ก็เลยยอมเดินอีกประมาณ 1 กิโลเมตรเพื่อไปกินอาหารไทยที่ร้ายต้มยำ ระหว่างทางเดินก็จะเจอตึกเก่าแก่ร่องรอยอารยธรรมของจอร์เจียเดินชมกันแบบเพลิน ๆ ก็ถึงแล้ว เมื่อกินเสร็จแล้วพวกเราก็เข้าที่พักทันที เพราะเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้ามาทั้งวัน เตรียมเก็บข้าวของ แพคกระป๋าให้เรียบร้อย เพราะพรุ่งนี้ตื่นเช้ามา หลังกินมื้อเช้าที่โรงแรมแล้ว ก็จะต้องเดินทางไปสนามบิน

7/11/19 > (วันที่ 12 ของทริป) เราแบกเป้ พร้อมกับลากกระเป๋าออกจากโรงแรม ลงมาบริเวณใจกลางเมือง old Tbilisi โชคยังเข้าข้างเราที่กระเป๋าลากใบใหญ่มันยังไม่งอแง เดินลงมาก็จะเจอแท็กซี่มากมาย โชเฟอร์ก็เข้ามาสอบถามว่าจะไปไหน เราก็ตอบว่าจะไปสนามบินราคาเท่าไหร่ แท็กซี่ที่นี่แปลกอย่างนึงคือจะไม่บอกราคาเราก่อน แต่จะให้เราบอกราคาไปก่อน เราก็ยืนยันว่ายูบอกราคายูมาสิ เราจะได้รู้ว่าควรจะต่อรองไหม เขาก็เรียกราคามาในระดับหนึ่ง ด้วยความที่ทำการบ้านมา(แต่อาจจะไม่ละเอียดเท่าไหร่) เราก็แย้งไปว่า เมื่อวานมีบางคนบอกฉันว่าแค่ 25 ลารีเอง แท็กซี่ก็เลยยอมตกลงไปในราคานี้ แต่ความจริงถ้าต่อรองราคาดี ๆ หรือเปิดแอพเรียกรถ ราคาแท็กซี่ไปสนามบินน่าจะอยู่ที่ประมาณ 18 – 20 ลารี ครับ พอพวกเราขนของขึ้นแท็กซี่ โชเฟอร์ก็พาเรามุ่งหน้าเข้าสนามบิน หากไม่ใช่ช่วงเวลาของคนทำงาน ก็จะใช้เวลาประมาณ 20 นาทีก็ถึงสนามบินแล้ว พอถึงสนามบินก็รอเวลาเช็คอิน ภายในสนามบินก็จะมีเคาร์เตอร์แลกเปลี่ยนเงินตรา แต่เรทไม่ดีเท่าเปลี่ยนในเมือง มีร้านค้าขายของที่ระลึกแตกแพงกว่าในเมืองมาก และมีบริการที่ชั่งน้ำหนักกระเป๋าฟรีด้วยสามารถเดินไปชั่งได้ ปิดจ็อบการเดินทางโดยสมบูรณ์

ถ้าจะให้สรุปทริปนี้ ก็ต้องบอกว่ามีความสุขมาก ถึงแม้ว่าจะเป็นการออกต่างประเทศครั้งแรกในรูปแบบของคนสองคน แต่เราก็ฝ่าฟันทุกอุปสรรคไปได้ อย่างที่บอก เราได้ตกลงกันตั้งแต่ก่อนเดินทางว่า ไม่ว่าจะเกิดปัญหาอะไรระหว่างทริป เราอย่ามองให้มันเป็นปัญหา อย่าทำให้อารมณ์ของเราเสียไปกับเหตุการณ์ต่าง ๆ ทุกอย่างมันสามารถพลิกแพลงเปลี่ยนได้ และมันก็เป็นเช่นนั้นจริง ๆ เรา OK Happy กับทุก ๆ อย่างที่เกิดขึ้นในทริปนี้ และมันก็จะดีขึ้นเรื่อย ๆ ในทริปต่อ ๆ ไป

 

Good Bye Georgia but not forever

16 เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับประเทศจอร์เจีย

1.ประเทศจอร์เจียอยู่ในทวีปเอเซีย (สุดทางตะวันตกของทวีปเอเซีย) แต่เหมือนท่องเที่ยวในทวีปยุโรป

2.ท่องเที่ยวได้ทุกฤดูกาล แต่ละฤดูก็จะมีความสวยงามที่แตกต่างกันไป

ฤดูใบไม้ผลิ (มี.ค. – พ.ค.) ดอกไม้บานสะพรั่ง ภูเขาเต็มไปด้วยสีเขียว

ฤดูร้อน (มิ.ย. – ส.ค.) ชมความงามของดอกไม้บานสะพรั่ง

ฤดูใบไม้ร่วง (ก.ย. – พ.ย.) งดงามกับใบไม้เปลี่ยน และอาจมีหิมะ

ฤดูหนาว (ธ.ค. – ก.พ.) สัมผัสหิมะแบบเต็ม ๆ เหมาะไปเล่นสกี

3.เมืองหลวงปัจจุบันชื่อว่า ทบิลิซี (Tbilisi) อยู่ห่างจากเมืองหลวงในอดีตที่ชื่อว่า มิชเคตา (Mtskheta) ประมาณ 25 กิโลเมตร

4.คำว่า Tbilisi (ทบิลิซี) มีความหมายว่า ร้อนหรือความอบอุ่น โดยตั้งชื่อตามสภาพแวดล้อมที่มีน้ำพุร้อนธรรมชาติอยู่เป็นจำนวนมาก

5. ประเทศจอร์เจีย เป็นประเทศที่คนไทยไปเที่ยวได้โดยไม่ต้องขอวีซ่า และพาสปอร์ตอยู่ได้นานถึง 365 วัน

6. สายการบิน (ยังไม่มีบินตรง) ที่มีบริการเที่ยวบินไปประเทศจอร์เจีย ได้แก่ Gulf Air, Air Astana, Emirates, Qatar Airways, Turkish Airlines

7. ค่าตั๋วเครื่องบินจากไทยไปจอร์เจีย โดยเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 16,000 – 25,000 บาท

8. เวลาที่จอร์เจียช้ากว่าประเทศไทย 3 ชั่วโมง (ถ้าจอร์เจีย 7.00 น. ที่ประเทศไทยจะเป็นเวลา 10.00 น.)

9. ประเทศจอร์เจีย มีภาษาเป็นของตัวเอง คนจอร์เจียส่วนใหญ่ใช้ภาษาจอร์เจียและภาษารัสเซียในการสื่อสาร

10. ประเทศจอร์เจีย ปัจจุบันมีพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 69,700 ตารางกิโลเมตร (หรือประมาณ 1 ใน 7 ของประเทศไทย) มีประชากรประมาณ 4 ล้านคน

11. สกุลเงินของประเทศจอร์เจียเรียกว่า จอร์เจียน ลารี (Georgian Lari) เรียกสั้นๆ ว่า “ลารี” หรือจะเรียกว่า “เจล” (Gel) ก็ได้

12. สถานที่แลกเงินลารีที่สะดวกที่สุด ได้เรทดีที่สุดคือย่าน Old Tbilisi ส่วนที่สนามบิน สามารถแลกได้นิดหน่อย (อย่าทุ่มแลกจนหมดที่สนามบิน) เรทราคาปัจจุบัน 1 ลารี = 10-11 บาท หรือ 1 USD = 2.95 ลารี

13. อาหารที่นี่เน้น ชีส แป้ง มีผักผลไม้อย่าง แตงกวาและมะเขือเทศ เป็นจานหลัก รสชาติส่วนใหญ่จะมีรสเค็มนำโด่ง แนะนำให้ลอง คาชาปูริ (Khachapuri) คล้ายพิซซ่าชีสมีไข่อยู่ตรงกลาง และ คินคาลิ (Khinkali) ทำจากเนื้อสัตว์ผสมเครื่องปรุงต่าง ๆ ห่อด้วยแป้ง หน้าตาคล้ายเสี่ยวหลงเปา หรืออาหารที่กินง่ายที่สุด Mtsvadi หรือ บาร์บีคิว นั่นเอง

14. “จอร์เจีย” เป็นประเทศที่มีหลักฐานการทำไวน์ที่เก่าแก่กว่า 8000 ปี แถมยังมีเครื่องดื่มตระกูลวอดก้าเป็นของตัวเอง ชื่อว่า Cha Cha เป็นเครื่องดื่มท้องถิ่น แอลกอฮอล์สีใสคล้ายวอดก้าแต่รสเข้มกว่า

15. ตามร้านค้าหรือซุปเปอร์มาเก็ต แนะนำไม่ควรพลาด น้ำเลมอนเนด (Lemonade) น้ำอัดลมรสชาติต่าง ๆ มีหลายยี่ห้อ ได้ลองแล้วก็สดชื่น

16. รูปแบบของเต้าเสียบและปลั๊กไฟ จะเป็นแบบ Type F (แบบสองรูกลม) ถ้าจะให้สะดวกสุด แนะนำพก Universal Adapter และปลั๊กต่อพ่วงไปด้วย

สรุปค่าใช้จ่ายตลอดทริปครับ