พาเที่ยว เมดาน อินโดนีเซีย : Medan Indonesia : Berastagi – Lake Toba – Samosir

ทริป “เมดาน อินโดนีเซีย” เป็นทริปที่เกิดขึ้นเพราะอยากไปดู Lake Toba แล้วก็ยิ่งใหญ่สมชื่อ สำหรับ “เมดาน” เป็นเมืองหลักของจังหวัดสุมาตราเหนือ ประเทศอินโดนีเซีย ตั้งอยู่บริเวณชายฝั่งด้านทิศเหนือของเกาะสุมาตรา เมดันเป็นเมืองที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับที่ 4 ของประเทศอินโดนีเซีย รองจากจาการ์ตา ซูราบายา และบันดุง

ของพวกเรา มีโปรแกรมการเดินทางดังนี้
วันที่ 1    : กทม. – เมดาน – บราสตากี้
วันที่ 2    : บราสตากี้ – Gun Darling – น้ำตก Sipiso Piso – Lake Toba – ปาราปัต – เกาะซาโมซีร์
วันที่ 3    : เกาะซาโมซีร์ – ปาราปัต – เมดาน
วันที่ 4    : กลับ กทม.

ก่อนเดินทาง ผมได้ติดต่อขอเช่ารถแบบเหมาตลอดทริป เนื่องจากเราเป็นไปหมู่คณะ ผมเลือกติดต่อรถเหมาผ่าน www.yogarentalcars.com ทางอีเมล์ info@yogarentalcars.com ตอนถามราคาไปเขาจะเสนอมา 2 option คืออันแรกจะเป็นราคาที่ไม่รวมอะไรเลย ในราคา 2.400.000 รูเปียอินโด กับ ราคาที่รวมทุกอย่างไว้ ไม่ว่าจะเป็นค่าผ่านทาง ค่าที่จอดรถ ค่าอาหารและค่าที่นอนของคนขับ ในราคา 3.075.000 รูเปียอินโด ผมเลือก option 2 เพราะไม่อยากมาจ่ายยิบย่อย จากนั้นก็คอยติดต่อเรื่อยๆเพื่อยืนยันว่าเราไปจริงๆ และให้มารับเราที่สนามบินในวันที่เราไปถึง (ราคาอาจมีการเปลี่ยนแปลง โปรดสอบถามใหม่อีกครั้ง)

โดยข้อความที่ส่งไปหารถเช่า ผมแจ้งไปว่า ไฟล์ทบินจะถึงเมดานเวลากี่โมง และจะไปเที่ยวที่ไหนบ้าง อาทิ ไปเมือง Berastagi เพื่อที่จะไปชม Gun Darling และเข้าพักที่ Mikie Holiday Resort  / วันรุ่งขึ้น พวกเราจะไปชม Sipiso piso Waterfall และ sightseeing Samosir Island (Tomok, Ambarista, Batak, King’s Tomb, Batak Museum , Tele) และจะเข้าพักที่ Samosir Villa Resort / และวันสุดท้าย พวกเราก็จะกลับเข้าเมือง Medan for sightseeing Masjid Raya, Maimoon Palace, Tjong a fire Mansion, Maka Vihara Metreya และเข้าพักที่ Hotel Citi International Sun Yat Sen จากนั้นนัดเวลาให้รถมารับเราที่โรงแรม เพื่อนำพวกเราไปส่งที่สนามบิน Kualanamu International Airport ในเมืองเมดาน เพื่อกลับกรุงเทพฯ

เรื่องของโรงแรมที่พักในแต่ละเมือง สามารถหาได้ใน agoda หรือ booking.com ครับ

คือที่1 นอนที่ Mikie Holiday Resort เมืองบราสตากี้ (จองผ่าน agoda)

คืนที่2 นอนที่ Samosir Cottage เกาะซาโมซีร์

คืนที่3 นอนที่ Hotel Citi International Sun Yat Sen เมืองเมดาน (จองผ่าน agoda)

วันที่ 1 พวกเราเดินทางถึงสนามบินที่เมดาน รถเช่าที่เหมามา ก็มายืนถือป้ายรอรับ (ตกลงเรื่องค่ารถว่าจะจ่ายวันสุดท้าย) ออกจากสนามบินไม่นานนักแวะกินข้าวกันก่อนที่ร้าน Ayam Penyet Cindelaras ที่ร้านก็จะมีชามเล็ก ๆ ไว้ให้เราล้างมือ (อย่าหลงไปดื่มเชียวล่ะ ^^)

จากนั้นเราก็มุ่งหน้าทันทีไป เมืองบราสตากี้ (ระยะทางประมาณ 66 กิโลเมตร แต่เป็นเส้นทางเขา ใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมง) ระหว่างทางพวกเราแวะร้านสะดวกซื้อ ตุนขนมและน้ำเอาไว้เพราะเดินทางไกล ที่นี่จะมีอยู่ 2 เจ้าที่เห็นเด่นชัดคือ Indo maret และ Alfa Mart เปรียบเหมือน 7-11 กับ แฟมิลี่มาร์ท

รถนำพาพวกเราผ่านทิวเขาน้อยใหญ่ไปถึงเมืองบราสตากี้ คุณจะหายเหนื่อยทันที เพราะอากาศที่นี่เย็นสบาย หนาวเย็นตลอดปี คนขับพาเราเลยโรงแรมที่จองไว้ เพื่อพาไปชมเมืองก่อน ที่แรกที่พาไปคือ วัดลุมพินีฯ และ ตลาดผลไม้ จอดแวะให้เราได้เดินชม ซื้อหาผลไม้ สินค้าในตลาดการเกษตร และได้พูดคุยทักทายร้านค้าเล็กๆน้อยๆ ท่ามกลางอากาศที่เย็นพอประมาณ จากนั้นก็กลับโรงแรม เตรียมตัวเที่ยวในวันพรุ่งนี้

ที่พักของคืนที่1 พวกเราพักที่ Mikie Holiday Resort เมืองบราสตากี้ 

วันที่ 2 ตื่นแต่เช้า รับประทานอาหารเช้าจากโรงแรม นัดรถมารับตอน 9 โมง ระหว่างที่ออกจาก Brastagi บรรยากาศจะเหมือนทางเหนือของไทย บ้านทุกหลังจะปลูกพืชผักไว้ข้างหน้า เราสามารถเปิดหน้าต่างรถได้เลยเพราะอากาศดีมากๆ

จุดแรกที่เราได้ไปเยือนคือ เนินเขาแห่งความรัก Gun Darling จุดชมวิวของที่นี่ เราจะได้เห็นทัศนียภาพของภูเขาไฟที่กำลังครุกรุ่นอยู่ตามธรรมชาติที่เกิดขึ้นมานับล้านปี คือ ภูเขาไฟซินาบุง Gunung Sinabung (ว่ากันว่ามีรูปร่างคล้ายภูเขาไฟฟูจิแต่เล็กกว่า) จุดๆนี้ต้องใช้กล้องซูมถ่ายน่าจะดีที่สุดครับ เพราะจะได้เห็นอะไรที่ชัดเจนขึ้น สำหรับภูเขาไฟซีนาบุง เป็นภูเขาไฟในสุมาตราเหนือ ยังสามารถปะทุได้ทุกเมื่อ ล่าสุดก็ปี 2556-2557 ที่ผ่านมา มีการปะทุรวมกันถึง 2-3 รอบ อยู่ห่างจากเมือง Brastagi ราว 30 กิโลเมตร ความสูงจากยอดวัดได้ 2,417 เมตร เหนือระดับน้ำทะเล ใครที่ชื่นชอบการปีนภูเขาไฟบริเวณยอดภูมีจุดพักแรมไว้บริการนักไต่เขาด้วย แต่ต้องเพิ่มความระมัดระวังเป็นพิเศษ เพราะอย่างที่บอกไปภูเขาไฟลูกนี้ยังสามารถปะทุได้ตลอดเวลา

ส่วนอีกฝั่งก็เป็น ภูเขาไฟซิบายัค Gunung  Sibayak คนขับรถพูดติดตลกว่า หลายๆคนเรียก 2 ภูเขาไฟว่าคล้ายหน้าอกของหญิงสาว ภูเขาไฟซิบายัค (Gunung Sibayak) มีความสูงราว 2,172 เมตร เหนือระดับน้ำทะเล ภูเขาไฟลูกนี้จะปีนยากกว่าลูกแรก เพราะมีป่าดงดิบขึ้นหนาทึบ การไต่เขาจึงอันตรายกว่ามาก (ภาษาอินโดนีเซีย จะเรียกภูเขาไฟว่า “กุนุง” (Gunung)

เมื่อออกจากจุดชมวิว Gun Darling แล้ว รถก็นำพาพวกเราผ่านชุมชนอีกมากมายเกือบๆ 1 ชั่วโมง ก็มาถึง Sipiso piso Waterfall จุดนี้เราจะได้ชมทั้งน้ำตกที่ยิ่งใหญ่อลังการ และยังจะได้ชมวิวของ Lake Toba อีกด้วย

Sipiso piso Waterfall เป็นน้ำตกที่สูงมากประมาณ 110 เมตร เกิดขึ้นจากแม่น้ำใต้ดินสายเล็กๆ ที่ไหลในที่ราบสูงคาโร ซึ่งพุ่งตัวเองออกมาจากถ้ำในหลุมปล่องภูเขาไฟใต้ทะเลสาบ Toba ถือเป็นน้ำตกที่สูงที่สุดในอินโดนีเซีย ซึ่งองค์การยูเนสโกได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกแล้ว จุดนี้เราจะเห็นความชัดเจนเรื่องการยุบลงของแผ่นดินด้านข้างของภูเขาไฟ นักธรณีวิทยาเรียกหลุมที่เกิดจากการระเบิดของ Supervolcanoes ว่า Caldora และเมื่อเกิดการระเบิดครั้งต่อๆมา ก็จะทำให้บริเวณด้านข้างภูเขาไฟยิ่งยุบตัวลง

เดินขึ้นเนินไปอีกนิด เราก็จะได้ชมความงามของทัศนียภาพเนินเขาสูงและทะเลสาบ Lake Toba มุมนี้จะตรึงตาตรึงอารมณ์ของคุณได้นานแสนนาน ความงามสุดสายตามันเลอค่ามากจริงๆ *** (ขอเตือนกันนิดนึงครับว่า จากจุดนี้ เราต้องทำเวลาให้ดี เพื่อไปขึ้นเรือข้ามไปยัง Samosir Island ให้ทันรอบบ่าย 2 เพราะถ้าไม่ทันเราจะต้องไปรอรอบ 5 โมงเย็น ซึ่งจะทำให้เราเสียเวลามาก)

Lake Toba หรือ ทะเลสาบโทบา หรือชื่อตามภาษาบาตักเรียกว่า Danau Toba เมื่อเราล่องเรือไปตามสายน้ำอันกว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตา เราจะได้ชมบรรยากาศของทะเลสาบโทบา เหนือปากปล่องภูเขาไฟที่ดับสนิทแล้ว ติดอันดับ 10 ของโลก 

ตามประวัติความเป็นมา เกิดจากการระเบิดแบบซูเปอร์ภูเขาไฟ เมื่อ 74,000 ปีมาแล้ว ลาวาที่ทะลักออกมาด้วยความเร็วสูง และหมดไปอย่างรวดเร็ว การยุบตัวลงของโครงสร้างด้านในของแหล่ง Magma ในก้นหลุม  ทำให้เปลือกโลกที่อยู่ข้างบนยุบตัวลงไป เกิดเป็นหลุมขนาดยักษ์ กลายเป็นทะเลสาบโทบา

ทะเลสาบโทบา มีเนื้อที่ประมาณ 1,645 ตารางกิโลเมตร มีความยาวกว่า 100 กิโลเมตร กว้าง 30 กิโลเมตร ความลึกเฉลี่ยที่ 450 เมตร และจุดที่ลึกที่สุดว่ากันว่าลึกถึง 505 เมตร

จากนั้น รถได้นำพาเรามุ่งหน้าลัดเลาะไปยังเส้นทางภูเขาขนานไปกับ Lake Toba เพื่อพาไปยังเมือง ปาราปัต นำรถลงเรือล่อง Lake Toba สู่ Samosir Island โดยจะใช้เวลาล่องเรือราวๆ 40 นาที แต่พวกเราก็เจอปัญหาจนได้ เมื่อมาไม่ทันรอบบ่าย2 ตามที่ตั้งใจไว้ แถมยังต้องมารอเข้าคิวรถอีกด้วย ทำให้โปรแกรมของพวกเรารวนขึ้นไปอีก จึงได้แต่ทำใจและรอเวลานำรถลงเรือในเวลา 5 โมงเย็น ดังนั้นโปรแกรมท่องเที่ยวต่างๆจึงลดทอนออกไป เพราะกว่าจะข้ามไปถึงฝั่งโน้นก็เย็นค่ำมากแล้ว เรารีบไปที่ท่าเรือกันครับ เพื่อจะลงเรือเฟอร์รี่ข้ามไปยัง Samosir Island

ยามพลบค่ำ ตะวันเริ่มคล้อยต่ำลง 

และเมื่อเราข้ามไปยัง Samosir Island เรียบร้อย คนขับรถก็นำพวกเรามุ่งหน้ายังไปที่พักที่จองไว้คือ Samosir Villa Resort ที่พักสุดฮิตของใครหลายๆคน ผมก็บอกเพื่อนๆว่า เดี๋ยวไปถึงเราโดดน้ำเล่นในสระว่ายน้ำของที่นี่แก้เมื่อยดีกว่า แต่พอไปถึงก็เกิดเรื่องครับ พนักงานของโรงแรม Samosir Villa Resort บอกเราว่า ทางโรงแรมปล่อยห้องพักเต็มหมดแล้ว ไม่เหลือห้องแล้ว ผมก็แย้งไปว่าปล่อยได้ไง ในเมื่อทางเรามีการยืนยันผ่านอีเมล์เวบของคุณตลอดเวลา www.samosirvillaresort.com ซึ่งทางโรงแรมก็มีการตอบกลับทุกครั้งยืนยันว่ารับรู้แล้วว่าเราคอนเฟิร์ม พนักงานก็แย้งกลับมาว่า พวกเราไม่ได้โทรบอกหรือยืนยันอีกรอบก่อนไปถึงใน1-2วัน (ตรงนี้ผมก็คิดว่าคงเป็นความผิดของเราด้วยมั้งครับ ที่ไม่ได้ยืนยันไปอีกใน 1-2 วันที่จะไปถึง) จนทางโรงแรมบอกว่า เรามีอีกที่นึงเป็นโรงแรมในเครือเราชื่อ Samosir Cottage ห้องใหม่นะ สนใจไหม พระอาทิตย์เริ่มตกดิน พวกเราต้องยอมจำนน ย้ายไปที่ Samosir Cottage แบบจำใจ ที่นี่ไม่มีสระว่ายน้ำ ติดทะเลสาบก็จริง แต่ห้องที่ติดน้ำหรือวิวน้ำเต็มหมดแล้ว พวกเราได้ห้องใหม่ กลิ่นสียังไม่จาง (พร้อมอาหารเช้าคือชา กาแฟ และข้าวผัดหรือผัดหมี่)

วันที่ 3 ไปเที่ยวชม หมู่บ้านอัมบาริต้า ( Ambarita ) มีชื่อเรียกทางการว่า Stone Chair of King Siallagan ภายในจะมีทั้งบ้านกษัตริย์โบราณ ลานพิพากษา ลานประชุม ลานประหาร ลานต่างๆจะทำมาจากหินภูเขาไฟ ส่วนลานพิพากษาจะมีชื่อเรียกว่า Siallagan Ambarita ภายในจะมีบ้านโบราณสไตล์บาตัก Batak ปลูกเรียงกันเป็นแถวๆ ทุกหลังจะมีบันไดขึ้นตรงกลาง ชั้นใต้ถุนจะเอาไว้เลี้ยงสัตว์และเก็บพืชผลทางการเกษตร ตามประวัติ ก่อนขึ้นบ้านทุกคนจะต้องพูดว่า โฮร่า (Horas) เปล่งเสียงนี้ดังๆ 3 ครั้ง เพื่อเป็นการทำความเคารพ

ส่วนภาพนี้คือ ลานพิพากษา ลักษณะเป็นโต๊ะกลมตั้งอยู่ใต้ต้นไทร ทำมาจากหินศิลาล้วนๆ อายุมากกว่า 300 ปี บริเวณนี้ กษัตริย์จะถือไม้เท้าอาญาสิทธิ์เป็นสัญลักษณ์ ใช้เป็นที่ตัดสินคดีความต่างๆ ติดกับลานพิพากษา จะมีคุกไว้จองจำผู้กระทำผิด ถัดจากลานพิพากษาไปอีกหน่อยจะเป็นลานประหาร

ถ้าโทษถึงขั้นประหาร พิธีจะเริ่มตั้งแต่นำนักโทษมานุ่งโสร่งสั้นผืนเดียว จับปิดตา แล้วนอนบนลานทรมาน จากนั้นเพชฌฆาตจะค่อยๆนำมีดมาเฉือนมือ-เท้าของนักโทษทิ้ง โดยเชื่อว่าเป็นการดูดพลังชีวิตให้ออกจากร่างกายไป จากนั้นจะผ่าเอาอวัยวะภายในออกมากองไว้บนโต๊ะวงกลมตรงกลาง ส่วนการประหารอีกแบบคือ นำนักโทษเอาคอพาดแท่งหิน แล้วเพชฌฆาตก็จะฟันคอขาด จากนั้นจะนำหัวใจและเลือดไปให้กษัตริย์กินหัวใจสดๆ และดื่มเลือด แล้วนำเนื้อและชิ้นส่วนอวัยวะอื่นๆ มาประกอบอาหารแจกจ่ายให้กินกันทั้งหมู่บ้าน ส่วนหัวนักโทษที่ถูกตัด จะนำไปแช่น้ำที่ทะเลสาบ 7 วัน โดยช่วง 7 วันนี้คนในเผ่าจะถูกสั่งห้ามนำน้ำในทะเลสาบมาดื่มกิน

นี่คือประวัติคร่าวๆของ Ambarita แต่เสียดายที่เวลาของพวกเรามีน้อย ถ้าเพื่อนๆมีเวลาเยอะกว่านี้ บนเกาะ Samosir Island ยังมีที่ท่องเที่ยวอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น Timok, Simanindo, Buhit, Panguruan, Hot Spring and Tele (for panoramic views of Lake Toba and Samosir Island)

หมู่บ้าน Ambarita ทางเข้าและทางออกจะอยู่คนละประตูกัน น่าจะเป็นแนวคิดของคนที่นี่ ที่ทำทางออกออกทางหนึ่ง เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้เดินผ่านร้านขายของที่ระลึก ร้านค้าชาวพื้นเมือง โดยมีของที่ระลึกขายหลายชนิดเช่น ตุ๊กตาสลักจากไม้ เสื้อผ้าปาเต๊ะ ราคากลางๆ แต่ก่อนซื้อเราควรต่อราคาสัก30-50% ก่อน

ระหว่างล่องเรือกลับจะมีทั้งเด็กน้อยมาร้องเพลงให้ฟังบนเรือทั้งขามาและขากลับ เพื่อให้เราบริจาคเงินให้ รวมถึงเรายังจะได้ชมวิวและบรรยากาศภูเขาน้อยใหญ่ล้อมรอบทะเลสาบโทบา เราสามารถเพลิดเพลินกับสิ่งที่เห็นเบื้องต้น จนลืมจับเวลาที่แท้จริงว่าต้องเดินทางกี่นาทีในการข้ามฝั่ง

เมื่อถึงฝั่งปาราปัตแล้ว ก็แวะหาอะไรกินสักหน่อย จากนั้น เตรียมตัวเดินทางไกลสู่เมืองเมดาน (ระยะทางประมาณ 176 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางราว 4.30 – 5 ชั่วโมง) โดยระหว่างทาง เราจะได้สัมผัสกับธรรมชาติและป่าสนสองข้างทาง ชมวิวทะเลสาบ Lake Toba ที่เขาว่ากันว่า มันคือ The Beautiful Lake in Indonesia

ระยะทางจาก ปาราปัตมาเมดาน ใช้เวลานานมากจริงๆครับ ผมหลับไปไม่รู้กี่ตื่นผ่านไปก็หลายเมือง จนถึงเมดานก็เกือบค่ำ จริงๆโปรแกรมเราต้องไปเที่ยวต่อแต่มันค่ำแล้ว คนขับรถก็ใจดี ยังพาพวกเราไปต่อที่ พระราชวัง Mai Moon อาคารคอนกรีตกึ่งไม้ ๒ ชั้น สถาปัตยกรรมทรงปั้นหยาผสมตะวันตก ตามแบบฉบับสถาปัตยกรรมบนคาบสมุทรมาลายู ที่ผ่านการเป็นอาณานิคมของฝรั่ง ซึ่งพระราชวัง Mai Moon ปัจจุบันมีอายุร้อยกว่าปี เนื่องจากก่อสร้างเสร็จเมื่อ 26 สิงหาคม ค.ศ. 1888 สร้างขึ้น โดย สุลต่านแห่งเดลี่ ความยิ่งใหญ่สูงศักดิ์ของพระราชวัง Maimoon เป็นเครื่องแสดงการเลือกสีที่มีเส้นสีทองและเครื่องประดับสีเหลืองทั่วพระราชวัง

แค่เพียงที่เดียวเท่านั้น พวกเราก็ต้องกลับเข้าโรงแรมที่พัก Hotel Citi International Sun Yat Sen ที่นี่ข้อดีคือใกล้แหล่งกินข้าวแบบไชนีส ฟู๊ด เดินออกจากโรงแรมรอบๆไม่ไกลเท่าไรนักจะมีให้เลือกหลากหลายร้าน รวมถึงยังสามารถเดินไปห้างสรรพสินค้า Thamrin Plaza ห้างใหญ่ของที่นี่ วันที่ไปถึงห้างลด 80% เพื่อนๆซื้อของกันเพลินเชียว

ส่วนข้อเสียคือ ส่วนตัวผมรู้สึกว่าห้องพักอับเกินไป แสงสว่างในห้องไม่เพียงพอ พวกเราได้นอนกันไม่กี่ชั่วโมง เพราะว่านัดกับคนขับรถให้มารับตอนตี 3 เพื่อที่จะเดินทางไปสนามบิน เนื่องจากไฟล์ทขากลับคือ 06.30 น. (เช้ามาก) แต่ก็ไปทันเช็คอิน และอย่าลืมนะครับว่า ขากลับเราจะต้องจ่ายค่าภาษีสนามบินของอินโดฯด้วยคนละ 200,000 รูเปียอินโด (ประมาณ 600 บาท)

*** สรุป 13 ข้อจากทริปเมดาน อินโดนีเซีย *** 
1.    ควรแลกเงินไปจากเมืองไทยเลยอัตราประมาณ 1000 รูเปียอินโด เท่ากับ 2.80 บาท (ปัจจุบันอาจมีการเปลี่ยนแปลงข้อมูล)
2.    หากจะไปแลกเงินที่สนามบินที่เมดาน ทาง exchange ไม่รับแบงก์ดอลล์ 10, 20 จะรับเฉพาะแบงก์ดอลล์ 50 และ 100
3.    ติดต่อรถเช่า ควรคุยให้รู้เรื่องกำชับให้แน่ใจว่ารวมหมดแล้วใช่ไหม ถ้ามีปัญหารีบติดต่อออฟฟิศทันที
4.    กรณีติดต่อห้องพักด้วยตัวเอง หรือผ่านอีเมล์ของโรงแรมนั้นๆ ควรมีการยืนยันในวันที่จะไปถึงด้วยหรือ 1-2 วันก่อนไปถึงถ้าเป็นไปได้ ป้องกันการปล่อยห้องให้คนอื่น
5.    วางแผนจัดการเวลาเดินทางแต่ละจุดให้ดีๆ ไม่อย่างนั้น เราอาจพลาดคิวลงเรือเฟอร์รี่ได้ ทำให้เสียเวลาโดยใช่เหตุ
6.    อาหารที่เมดานรวมถึงเมืองอื่นๆส่วนใหญ่เป็นข้าวและเส้น กินได้ไม่ลำบาก ถ้านึกอะไรไม่ออก แนะนำ นาซีโกเร็ง Nasi Goreng (ข้าวผัด)
7.    ปลั๊กในหลายๆเมืองใช้เป็นเต้า 2 ขากลม แนะนำเอาตัว อะแดปเตอร์ไปด้วย(เผื่อไว้)
8.    Mikie Holiday Resort ที่เมืองบราสตากี้ โรงแรมกว้างขวางดี สะอาด เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกได้เลย
9.    หากเลือกนอนที่ Samosir Cottage ที่เกาะซาโมซีร์ แนะนำเลือกห้องติดทะเลสาบวิวจะสวยกว่า
10.    Hotel Citi International Sun Yat Sen ในเมืองเมดาน ห้องอับไปหน่อย, wifi ไม่เสถียร, ไฟไม่ค่อยสว่าง
11.    การจองโรงแรมผ่าน agoda งวดนี้ ไม่เจอปัญหาใดๆ (เป็นการจองครั้งแรก)
12.    โปรแกรมเดินทางถ้าวางไว้ 4 คืน 5 วัน ถือว่ากำลังดี
13.    ที่เมืองบราสตากี้ อากาศจะเย็นๆ แนะนำเสื้อกันหนาวบางๆสักตัวหรือผ้าพันคอเบาๆติดไปด้วย

และนี่ก็คือ ทริปการท่องเที่ยว เมดาน อินโดฯ 3 คืน 3 วัน หากถามว่าถ้ามีโอกาสได้ไปอีกจะไปไหม ตอบได้เลยว่าไปครับ แต่อาจจะขอเลือกว่า ขอเที่ยวที่ เมืองบราสตากี้ นานๆหน่อย เนื่องจากว่าชอบอากาศที่นี่เป็นพิเศษ ส่วนเกาะซาโมซีร์ก็จะอยู่รองลงมาเพราะชอบทิวทัศน์ของภูเขารายล้อมทะเลสาบ ส่วนใครที่ชอบการท่องเที่ยวแบบสถาปัตยกรรม ในเมืองเมดานจะมีให้ท่องเที่ยวพอประมาณครับ

การท่องเที่ยว จุดหมายปลายทางสำคัญมากก็จริง แต่เหนือกว่านั้น คือเรื่องราวระหว่างการเดินทาง เพราะมันจะทำให้เรามีประสบการณ์มากขึ้น

แล้วพบกันใหม่ … บุญรักษา ครับ